วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จับมือสอนอ่าน EKG

จากเพจ 1412 cardiology

พี่จะจับมือสอนอ่าน EKG อีกแผ่น จากข้อสอบบอร์ดคาดิโอปีล่าสุดกัน ไม่ได้เหมือนซะทีเดียว ยากกว่าข้อสอบจริงนิดหน่อย แต่ไม่แน่แผ่นนี้อาจจะออกข้อสอบปีหน้าก็ได้
ไม่ถามให้ตอบนะครับ พี่อ่านให้ฟังเลย
คลื่นไฟฟ้าหัวใจหน้าตาแบบนี้ เรามักจะเจอในข้อสอบหรือในการทำงานจริงบ่อยมาก สัญญาณถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ เป็น group beat หรือ periodicity สำหรับหมอไฟฟ้าหัวใจเป็นอะไรที่คลาสสิก เพราะเป็น arrhythmia รูปแบบที่เราค้นพบได้ก่อนที่โลกเราจะสามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจลงบนกระดาษได้ซะอีก
หมอหนุ่มที่ทำงานในโรงพยาบาลชนบทแห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์พบปรากฏการณ์ของ irregular pulse ในผู้ป่วยหญิงที่มาด้วยอาการใจสั่น จากการจับชีพจรที่ข้อมือ พบว่ามีความไม่สม่ำเสมอในแบบที่คาดเดาได้ นั่นคือ ทุก 3-4 beat จะ skip หนึ่งครั้งเสมอ ระยะเวลาที่ skip น้อยกว่าสองเท่าของ pulse-to-pulse interval เค้าตัดสินใจเรียกกลุ่มของ pulse ที่แยกออกเป็นกลุ่มๆว่า Luciani's periods เพื่อให้เกียรติการบรรยายลักษณะ periodical rhythm โดย Luciani ที่ทำงานอยู่ที่่ห้องทดลองของ Carl Ludwig ใน Leipzig ปี 1873 คำว่า Luciani period เรายังเห็นได้ตำรา arrhythmia เก่าๆ แต่ไม่มีอีกแล้วในปัจจุบัน การค้นพบนี้นับเป็น ground-breaking discoveries ของ cardiac electrophysiology เลยทีเดียว หมอหนุ่มคนนั้นก็คือ Karel Frederick Wenckebach เค้าตีพิมพ์การค้นพบทั้งหมดนี้ลงในวารสารทางการแพทย์ของเยอรมัน ZEITSCHRIFT FUR KLINISCHE MEDIZIN ปี 1899: Zeitschr Klin Med 1899,37:475-488 ชื่อหัวเรื่องว่า 'On the analysis of irregular pulses' และนั่นถือเป็นการค้นพบ decremental conduction ในหัวใจครั้งแรกของโลก

เวลาที่เห็น group beat หรือ pattern ที่เป็น periodicity แบบนี้ คือมีกลุ่มก้อนของสัญญาณแยกออกจากกันด้วย pause ให้น้องๆคิดถึง 4 อย่าง จำไปเลยนะครับ
1. second degree SA exit block (type I, type II)
2. second degree AV block (type I, type II)
3. PAC (conducted, nonconducted)
4. concealed His extrasystole

concealed His extrasystole บางทีเราชอบเรียกกันว่า concealed junctional ectopic rhtym คือมี junctional ectopic เกิดขึ้นแต่นำลงมาข้างล่างไม่ได้ ติด refractory ส่วนขาขึ้น penetrate ไปมากพอที่ทำให้เกิด retrograde concealment ขึ้นใน AV node (partially refractory, partially depolarized)

❤ วิธีแยก อย่างแรกให้มองหา p wave ก่อนที่จะ pause ไปเสมอ
เอาไว้เป็นหลักยึดเลยนะครับ นึกอะไรไม่ออก นึกถึงคำพูดพี่อันนี้ไว้ก่อน
มองหา p ก่อนที่จะ pause
มองหา p ก่อนที่จะ pause
มองหา p ก่อนที่จะ pause

❤ ถ้ามองเห็น p คิดไว้สามอย่าง
second degree AV block (Mobitz I, II)
nonconducted PAC
concealed His extrasystole with retrograde atrial capture
อันแรก pause เพราะ AV block
สองอันหลัง pause เพราะ SA node ถูก reset

วิธีแยกจากกันง่ายๆ
1. ดู p-p interval ใน AV block ระยะ p-p จะคงที่ แต่ถ้าเป็น nonconducted PAC หรือ concealed His extrasystole เจ้า p ตัวสุดท้ายมันจะมาเร็วกว่าปกติ

2. ระยะของ pause เป็น 2 เท่า p-p interval ใน AV block แต่สั้นกว่า 2 เท่า p-p interval ใน nonconducted PAC หรือ concealed His
nonconducted PAC ที่สามารถสร้าง group beat สวยๆล้อเลียน AV block ได้เนียนๆ มักจะเป็น extrasystolic PAC นั่นก็คือมี coupling interval ที่คงที่กับ sinus p ตัวสุดท้าย ที่เรามักจะเรียกกันว่า atrial bigeminy, atrial trigeminy หรือ atrial quadrigeminy
การแยก nonconducted PAC กับ concealed His extrasysole ที่มี retrograde atrial capture ถือว่ายากมากใน surface lead เพียงเอย่างเดียว การดูจาก morphology ของ p wave อาจจะแยกจากกันไม่ได้ เทคนิคของพี่ก็คือ ให้น้องดูที่ coupling interval ถ้าคงที่ มักจะไม่ใช่ His extrasystole เพราะกลไกการเกิดเป็นอีกแบบนึง เว้นแต่ดันไปเจอ parasystolic PAC ซึ่งอันนั้นก็คงแยกไม่ได้จริงๆ
ถ้าตัด nonconducted PAC กับ concealed His ออกไปได้แล้ว การแยก type I กับ type II AV block รู้กันอยู่แล้วนะครับ พี่ข้ามเลยนะครับ

❤ ถ้ามองไม่เห็น p wave หายังไงก็ไม่เจอ ซึ่งก็คือโจทย์ข้อนี้นั่นเองนะครับ
คิดไว้เลยสองอย่าง
second degree SA exit block (Mobitz I, II)
conducted PAC
อันแรก pause เพราะ SA block
อันหลัง pause เพราะ SA ถูก reset

แยก type II SA exit block ออกไปก่อนง่ายๆ
1. p-p interval ก่อนจะ pause คงที่
2. pause จะยาวกว่า และหารด้วยระยะ p-p interval ลงตัว โดยไม่จำเป็นต้องเป็น 2x เสมอไป เป็น 3x หรือ 4x ก็ได้
ที่ยากคือแยก type I หรือ Wenckebach SA block กับ conducted PAC
อันนี้โหดมาก จะใช้ระยะ pause < 2 เท่าของ p-p interval มาแยกไม่ได้เพราะน้อยกว่า 2x เหมือนกันทั้งคู่
1. ดู morphology ของ p ตัวสุดท้าย ถ้าหน้าตาแตกต่างออกไป น่าจะเป็น
conducted PAC with noncompensatory pause พูดมันง่ายแต่ของจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนี้เสมอไป
2. เห็น progressive shortening ของ p-p interval ก่อน pause และ p-p interval หลัง pause จะยาวที่สุดเสมอใน Wenckebach SA block ซึ่งตรงตามโจทย์ข้อนี้ทุกประการ
❤ สรุปโจทย์ข้อนี้ คำตอบคือ second degree SA exit block, Mobitz I
สุดท้ายอยากฝากน้องๆว่า การอ่าน surface ECG เป็นอะไรที่ยากกว่าอ่าน EGM มาก การวิเคราะห์หรืออ่านกลไกของ arrhythmia สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดคือ timing ให้เราหา lead ที่เห็น p ชัดที่สุด จากนั้นแกะ QRS ทิ้งออกไปให้หมด เพื่อสร้าง atrial electrogram สมมุติของเราขึ้นมาเอง ถ้าไม่มี lead ไหน เห็น p ชัดเลย ถ้าคนไข้ stable ลองค่อยๆขยับ V1 ไปเรื่อยๆ ทีละนิด จนเห็น p ชัดที่สุด นั่งทำอยู่ข้างเตียงคนไข้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด
เมื่อได้ความรู้จากโจทย์ข้อนี้ไปแล้ว ลองพิสูจน์ฝีมือตัวเองกับ EKG แผ่นนี้ดูครับซึ่งจะยากขึ้นมาอีกขั้นนึง
https://www.facebook.com/371793389694429/photos/a.371873473019754.1073741828.371793389694429/525204274353339/?type=3&theater
1412

วิธีอ่าน meta-analysis

วิธีอ่าน meta-analysis
บทความดีๆจาก เพจ 1412  

กลับมาพบกับพี่อีกครั้งในช่วงเทคนิคการอ่านวารสารทางการแพทย์เบื้องต้น สำหรับน้องๆแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 น้องๆอย่าเพิ่งเบื่อพี่นะครับ ถ้ายังจำกันได้ครั้งที่แล้วพี่แนะนำวิธี appraise การศึกษาที่เป็น RCT อย่างละเอียดรวมถึงวิธีตอบข้อสอบแบบ oral ให้ได้คะแนนสูงทีสุด
แต่วันนี้พี่จะมาสอนวิธีอ่านการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่น้องอาจจะเจอได้บ่อยๆก็คือ การนำการศึกษาหลายๆชิ้นที่เคยทำมาแล้วในอดีต จะเป็น RCT หรือ observational studies ก็ได้ มายำๆรวมกันแล้ววิเคราะห์ใหม่อีกครั้ง
การทำแบบนี้เรียกว่า การปริทัศน์เป็นระบบ หรือ systematic review
วิธีทางสถิติที่ใช้วิเคราะห์เรียกว่า การวิเคราะห์อภิมาน หรือ meta-analysis
วิธีอ่าน meta-analysis ไว้ตอบสอบอาจารย์แอดมินหลายท่านเคยเขียนไว้แล้ว น้องๆลองย้อนไปหาอ่านกันดู แต่วันนี้พี่จะมาสอนส่วนต่อจากนั้นขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้ตอบสอบ แต่น้องๆน่าจะได้ใช้ประโยชน์ในการอ่านวารสารจริง
นั่นก็คือ "วิธี appraise meta-analysis ของการศึกษาที่เป็น RCT"
การประเมินความน่าเชื่อถือ หรือ validity ของ meta-analysis ที่เป็น RCT ขึ้นกับปัจจัยหลักๆสามอย่าง เพื่อให้น้องๆเข้าใจง่ายขึ้นและจดจำได้แม่นยำพี่จะขอยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ

สมมุติพี่กับน้องๆเราเป็นทีมเดียวกัน พวกเราเห็นว่ามีการศึกษายา A เปรียบเทียบกับยา B ในผู้ป่วย AF 20 การศึกษาที่มีการตีพิมพ์ในประเทศไทย เราอยากปริทัศน์เป็นระบบ เอาการศึกษาทั้งยี่สิบชิ้นมาเทใส่กระจาดเดียวกัน เนื่องจากทั้งยี่สิบการศึกษามีขนาดไม่เท่ากัน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เหมือนตัวละครใน angry birds มีนกตัวสีดำ นกตัวสีแดง นกตัวสีเหลือง นกตัวสีขาว อย่างตัวดำตัวเค้าจะใหญ่ ดังนั้นผลการศึกษาของเค้าก็จะมีน้ำหนักมากกว่าการศึกษาอื่นๆในกะละมังเดียวกัน ก่อนที่พี่จะเริ่มทำการวิเคราะห์ค่าถัวเฉลี่ยของผลการศึกษาทั้งหมดด้วยวิธีทางสถิติ หรือที่เรียกว่า meta-analysis น้องๆอาจจะแย้งขึ้นมาว่า หยั่งงี้ก็ได้เหรอพี่ มันไม่น่าเชื่อถือนะครับ เพราะอะไรถึงไม่น่าเชื่อถือ? เพราะปัจจัย 3 อย่าง ซึ่งพี่ต้องตอบคำถามและอธิบายให้ชัดเจนก่อน น้องถึงจะเชื่อถ้าหากเราเริ่มทำการวิเคราะห์

ทั้งสามข้อนี้ก็คือแกนในการ appraise meta-analysis ของ RCT นั่นเองครับ
(1) Heterogeneity คำนี้มีชื่อเต็มๆว่า statistical between studies heterogeneity หมายความว่า ผลการศึกษาที่ออกมาไม่เท่ากันหรือแตกต่างกันระหว่างยี่สิบการศึกษาที่เราเอามายำนั้น ถ้าแต่ละการศึกษามีองค์ประกอบใกล้เคียงกันจริงๆ ผลการศึกษามันควรจะต่างกันไม่เกินพิสัยหนึ่งที่เรารับได้ คือเราพอจะเชื่อได้ว่าความแตกต่างนั้นเกิด by chance นั่นก็คือไม่มี heterogeneity
แต่ถ้ามันมีองค์ประกอบแตกต่างกันจริงๆ ให้น้องๆสังเกตพวก angry birds ไม่ใช่แค่ขนาดที่ต่าง สี ลักษณะขน ความนุ่มหยาบของขนก็ต่างกันไปหมด ดังนั้นถ้าผลการศึกษาที่ออกมาแตกต่างกันนั้นเกินพิสัยที่รับได้ คือเกินกว่าที่จะเกิดขึ้น by chance เพียงอย่างเดียว นั่นแสดงว่ามี heterogeneity ระหว่างการศึกษานั่นเอง ซึ่งเราไม่สามารถบอกด้วยตาเปล่าจาก Forest Plot นะครับ ต้องใช้วิธีทางสถิติในการบอก อย่างที่กล่าวถึงในโพสท์ก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ Test of Heterogeneity อย่าง Cochran's Q หรือ I2
สิ่งที่ทำให้มันต่างกันเกินพิสัยที่ว่านี้มีสองอย่าง

√ clinical difference คือ ลักษณะของคนไข้ที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน วิธีการให้ยาศึกษาที่อาจไม่เหมือนกัน ในแต่ละการศึกษา
√ methodological difference ส่วนนี้จะเป็นความแตกต่างในการควบคุมการศึกษาที่ไม่เท่ากัน หรือ bias ภายในการศึกษาที่ไม่เท่ากัน
ปัจจัยทั้งสองอย่างที่ว่านี้ อยากรู้รายละเอียดเราต้องขุดไปดูการศึกษาต้นฉบับทั้งหมด ถ้าทีมผู้วิจัยประเมินแล้วว่ามี Heterogeneity จากการทดสอบด้วยวิธีทางสถิติข้างต้น วิธีในการเฉลี่ยค่า Hazard Ratio หรือ pooled HR จะใช้โมเดลในการคำนวณที่เรียกว่า "random-effect model" คือเป็นโมเดลที่อนุมานว่า true treatment effect จากแต่ละการศึกษาไม่ได้เท่ากัน แต่ถ้าไม่มี Heterogeneity ทีมผู้วิจัยจะเลือกใช้ "fixed-effect model" ได้เลย ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากกว่า อย่างที่เรามักจะเห็นเขียนกำกับไว้ใน Forest Plot ทั้งสองวิธี
แต่ถึงแม้จะใช้ random-effect model เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า Heterogeneity ยิ่งมาก ความน่าเชื่อถือของ pooled HR ก็จะยิ่งลดลง random-effect model ไม่ใช่พระเจ้า มันก็มีขอบเขตของมัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันมี Heterogeneity เกินกว่าที่จะเชื่อถือได้แม้จะใช้ random-effect model จุดนี้ต้องอาศัย Funnel Plot ช่วย ซึ่งพี่จะมาสอนวิธีอ่านให้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานในตอนต่อไป

(2) Small study effect เนื่องจากการศึกษาที่เล็ก โอกาส sampling error มีสูงกว่า การควบคุมการศึกษาก็มักจะทำได้ไม่ดีพอเมื่อเทียบกับการศึกษาที่ใหญ่กว่า ผลที่ออกมาอาจจะแตกต่างออกจากกลุ่มไปได้มาก ซึ่งเราจะพอมองเห็นได้จาก Forest Plot การศึกษาที่มีขนาดของสี่เหลี่ยมเล็กมากๆ ซึ่งมักจะมี upper และ lower boundary กว้าง ถ้ามีผลต่างออกจากกลุ่มไปเยอะๆ อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของ meta-analysis ลดลง ทีมผู้วิจัยอาจลองตัดการศึกษาเหล่านี้ออกและทำการวิเคราะห์ใหม่ เราเรียกว่า วิธีนี้ว่า sensitivity analysis อย่างที่พี่เคยเขียนไว้ในโพสท์ก่อนหน้านี้

(3) Reporting bias อย่าใช้คำว่า Publication bias อย่างเดียว เพราะมันจะแคบไป คำว่า Reporting bias หมายความรวม Publication bias และ Outcome reporting กับ Analysis reporting bias เอาไว้ด้วยกัน
√ Publication bias ผลการศึกษาบางอย่างอาจเลือกถูกตีพิมพ์ การศึกษาที่เป็น negative study มักจะไม่ถูกตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ หรือหาได้ยากกว่าใน citation การศึกษาที่ให้ผลบวกอาจถูกตีพิมพ์ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ทำให้การแปลผล meta-analysis ต้องระมัดระวังมากขึ้น
√ Outcome reporting bias ผลการศึกษาบางอย่าง ทีมผู้วิจัยอาจเลือกที่จะไม่รายงาน
√ Analysis reporting bias ทีมผู้วัจัยเลือกวิเคราะห์ผลที่ให้ p value ที่มีนัยสำคัญ ยกตัวอย่าง outcome ที่เป็น revascularization ของ HOPE-3 ไม่ได้ถูกตั้งไว้เป็น pre-specified outcome แต่มีการวิเคราะห์และรายงานผลออกมา เนื่องจากวิเคราะห์แล้วมีนัยสำคัญทางสถิติเป็นต้น เมื่อมีการทำ meta-analysis โดยใช้ข้อมูลจากส่วนนี้ของ HOPE-3 ก็อาจถือเป็น reporting bias ได้เช่นเดียวกัน

ขอโทษที่ยาวไปนะครับ ถ้าอ่านแล้วเข้าใจง่าย และ อยากให้พี่สอนวิธีอ่าน Funnel Plot ต่อ กดไลค์เป็นกำลังใจให้พี่ด้วยนะครับ

Wipat

รีวิวการศึกษา LEADER

รีวิวการศึกษา LEADER

ไม่รู้ไม่ได้ ไม่อ่านคือเอ้าท์ ... ถ้าอจ. 1412 อยู่คงเกรินนำแบบนี้ชัวร์ๆ
อจ. 1412 กับ อจ. Rapp ฝากฝังให้พี่ช่วยรีวิวการศึกษา LEADER ที่เพิ่งตีพิมพ์ใน NEJM เมื่อคืนนี้ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเลย ช่วงนี้อจ. 1412 ขอลาพัก ส่วนน้อง Chaisiri ก็อยู่ในช่วงบำเพ็ญเพียรฝึกวิชาอยู่ในถ้ำ ดังนั้นน้องๆก็จะเห็นพี่กับอาจารย์ Jarvis บ่อยหน่อย เอาให้เบื่อขี้หน้ากันไปข้างนึงเลย
แทนที่จะรีวิว พี่ว่าเรามาอ่านเปเปอร์นี้ไปด้วยกันเลยดีมั๊ยครับ ด้วยเทคนิคที่พี่เคยแนะนำน้องๆแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 ในโพส์ก่อนหน้านี้ อยากลองดูมั๊ยครับ ลองมาอ่านวารสารแบบเดียวกับที่พี่ๆแอดมินเพจนี้อ่านกัน ว่าจะเป็นยังไง ตื่นเต้นและสนุกสนานขนาดไหนhttps://www.facebook.com/371793389694429/photos/pb.371793389694429.-2207520000.1465229381./525677197639380/?type=3
ถ้าฝึกฝนจนชำนาญใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ยืนรอรถไฟฟ้าก็อ่านจบแล้ว แต่โพสท์นี้จำเป็นต้องยาวเพราะพี่จะเขียนขยายความขั้นตอนการอ่านแต่ละขั้นให้น้องๆดูอย่างละเอียด พี่ 1412 กำชับมาว่า เอาให้อนุบาลที่สุด น้องๆจะได้ตามทัน
โอเคมาเริ่มกันเลยครับ ก่อนอื่นน้องๆโหลด full paper กันก่อนนะครับ
จากนั้นเปิดการศึกษา LEADER ไว้บน iPad หรือ คอมพิวเตอร์ ก็ได้ แล้วเอามือถือเปิดเพจนั่งอ่านไปด้วยกันกับพี่
❤ ขั้นแรก อ่านชื่อเรื่องกับ abstract ก่อนครับ ..... (ให้เวลาอ่าน ติ๊กต๊อกๆๆๆ) .... อ่านจบแล้ว ได้ความว่า การศึกษานี้เป็น non-inferiority trial ของ ยาเบาหวานในกลุ่ม GLP1 recepter agonist ชื่อว่า liraglutide ในคนไข้เบาหวาน ที่ A1c เกิน 7 มี CV disease หรือ CV risk เปรียบเทียบการเพิ่มยา liraglutide เข้าไปใน standard regimen กับ ไม่เพิ่ม เซต NI margin ที่ 1.3 ประเมิน cardiovascular composite outcome แบบ survival analysis เลือก 1° outcome เป็น time to first CV death บวก nonfatal MI บวก nonfatal stroke ได้ N ออกมาจริงๆ 9340 ตามไปเฉลี่ย 3.8 ปี พบว่า 1° outcome เกิดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผ่านทั้ง NI margin และ superiority สำหรับ 2°outcome ได้มาสองตัวคือ all-cause และ CV death อย่างอื่นไม่ต่าง ผลข้างเคียงที่ต่างคือเกิด hypoglycemia น้อยกว่ากลุ่มควบคุม แต่เกิด GI symptom จนต้องหยุดยามากกว่า
... จบ แค่ 2 นาที น้องก็จะได้ข้อมูลหลักๆเกือบทั้งหมดของ LEADER คำถามต่อมาที่ต้องใช้อีก 8 นาที คือ เชื่อมั๊ย? นั่นก็คือการประเมินความน่าเชื่อถือทั้งภายนอกและภายในของการศึกษา หรือ critical appraisal นั่นเอง
ขั้นต่อไป ให้น้องๆอ่านส่วนของ Method อย่างละเอียด ต่อด้วยการดึงตารางหลักของ manuscript ออกมากาง และใช้ตารางนี้เชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่เหลือทั้งหมดของเปเปอร์ เรามาเริ่มกันเลย
❤ Method ..... (ให้เวลาอ่าน 3 นาที ... ติ๊กต๊อกๆๆๆ) .... อ่านจบ ได้ความว่า นี่เป็น experimental research ทำในหลายประเทศ, blind สองข้าง ทีมผู้วิจัยหรือ steering committee มีคนจาก sponsor 4 ใน 11 สามารถเห็นรวบรวมข้อมูล และ ร่วมวิเคราะห์ผลการศึกษาด้วย คัดเลือดกผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 เคยได้หรือไม่ได้ยามาก่อนก็ได้ แต่ A1c > 7% อายุต้องเกิน 50 ถ้ายังไม่ถึง 60 ต้องมีโรคหลอดเลือด แต่ถ้าเกิน 60 อนุโลมให้มีแค่ CV risk อย่างเดียวก็พอ placebo run-in 2 สัปดาห์ เพื่อดู adherence แค่นั้น ก่อนจะสุ่ม 1:1 แบบแบ่งชั้นตาม eGFR กลุ่มศึกษาฉีด liraglutide 1.8 mg หรือขนาดที่มากกว่าที่ทนยาได้ กับ ฉีด placebo ใต้ผิวหนัง ติดตาม 1,3,6,6,6 ... เดือน ตามไปอย่างน้อย 42 เดือน สูงสุด 60 เดือน คำนวณ N ด้วย expected annual event rate ในประชากรกลุ่มนี้ที่ 1.8% ตั้ง margin ที่ 1.3 และเป็น RR ไม่ใช่ AR margin เพื่อป้องกันกรณีที่ annual rate เกิดต่ำกว่าที่คาดเอาไว้ เลือกใช้ primary outcome เป็นแบบ composite endpont เพื่อ drive N ลงมาที่ 8754 สำหรับ power 90% กับ p value ขาเดียวของ NI ที่ 0.025 การวิเคราะห์ผลเป็นแบบ survival analysis โดยใช้ Cox proportional-hazards ในการถัวเฉลี่ยค่า Hazard ratio จากทุก interval จนจบการศึกษา ใช้การวิเคราะห์แบบ intention-to-treat analysis เป็นหลัก หรือ primary analysis แต่ทำ sensitivity analysis แยกออกมาอีก 7 แบบ ซึ่งมี per-protocol analysis ด้วย
... น้องๆจะเห็นว่าส่วนของ method เป็นส่วนสำคัญที่สุดของการศึกษาเลยก็ว่าได้ หลังจากใช้เวลาอ่านไป 3 นาที เราก็จะเห็นภาพโครงร่างของการศึกษาชิ้นนี้ทั้งหมด ก่อนจะทะลวงเข้าไป appraise การศึกษานี้ในอีก 5 นาทีที่เหลือ
❤ Table หลักของ manucript (อยู่ในภาพที่สองนะครับ กางออกมาพร้อมๆกัน)
1. Internal validity
→ blind สองข้าง concealed และสุ่ม 1:1 แบบแบ่งชั้นตาม eGFR ที่สำคัญใช้ intention-to-treat analysis ในการวิเคราะห์หลัก ตรงนี้น่าจะลด allocation bias ไปได้มากพอสมควร สำหรับ ascertainment bias ก็น่าจะไม่มากนักนะครับ เนื่องจากรูปแบบการฉีดยาเหมือนกันทั้งสองกลุ่ม และ ข้อมูลถูกส่งเข้ามาวิเคราะห์โดยคณะกรรมการแยกอีกกลุ่มนึง
→ เนื่องจากเป็น intention-to-treat สิ่งที่เราต้องรู้คือ drop out และ adherence ให้น้องมองหาข้อมูลนี้ในส่วนของต้นของ result จะเห็นว่า adherence rate เฉลี่ยตลอดการศึกษาพอๆกันทั้งสองกลุ่มอยู่ที่ 83 - 84% ซึ่งถือว่าน้อยนะครับ ดังนั้นผลการศึกษาในตาราง ความน่าเชื่อถือจะลดลงไป แต่เหมือนทีมผู้วิจัยจะคาดการณ์ตรงนี้เอาไว้แล้ว จึงเตรียมทำ per-protocol analysis เอาไว้ด้วย ซึ่งผลก็ออกมาด้วย magniude ที่ใกล้เคียงและไปในทิศทางเดียวกันกับ intention-to-treat รวมถึงได้นัยสำคัญทางสถิติ ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นมาได้อีกระดับนึง น้องๆต้องระวังการแปลผล NI trial ในเปเปอร์ที่มีแต่ intention-to-treat ดีๆนะครับ
→ การศึกษานี้ยังทำการวิเคราะห์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปหลายๆวิธี เพื่อแสดงให้เห็น robustness และ generalizibility ของผลการศึกษาที่ได้จาก primary analysis หรือที่เรียกว่า "sensitivity analysis" ที่พี่เคยอธิบายไปอาทิตย์ก่อนนั่นเอง ให้น้องๆเปิดดูในรูปสุดท้ายของโพสท์นี้ จะเห็นว่าทีมผู้วิจัยทำ การวิเคราะห์อีก 7 รูปแบบ
Δ per-protocol นับ event เฉพาะตอนที่ได้รับยาจริงๆเท่านั้นอนุโลมให้ได้ 120 วันหลังหยุดยาด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามี event เกิดก็ให้นับได้
Δ on treatment นับ event เฉพาะตอนที่ได้รับยาจริงๆเท่านั้น คล้ายๆ per-protocol แต่จะเข้มงวดกว่า คือถ้าเกิด event ตอนที่ไม่ได้กินยา ไม่นับเลย ไม่มีอนุโลม
Δ on treatment + 30 days อันนี้เข้มงวดน้อยลงมาหน่อย อนุโลมให้นับ event ได้ถ้าเกิดหลังหยุดยาไม่เกิน 30 วัน
Δ excluding events after visit 15 สำหรับข้อนี้ จะไม่นับ event หลังหยุดให้ยาจนถึง follow-up หลังจากนั้นอีกหนึ่งครั้ง
Δ adjusted for additional covariates ใช้วิธีทางสถิติเพื่อปรับ confounder ก่อนทำการวิเคราะห์
Δ adjusted for random country effect ปรับตามประเทศที่ร่วมวิจัย
Δ stratified for severe renal impairment วิเคราะห์ผลแบบ primary analysis แต่แยกตามชั้นที่แบ่ง eGFR เอาไว้แต่แรก อันนี้จะเป็นคนละอย่างกับ subgroup analysis นะครับ ผลออกมาเป็นดังนี้
eGFR ≥ 60 ... HR 0.83 - 1.07
eGFR 30 -59 ... HR 0.54 - 0.83 (sig)
eGFR <30 ... HR 0.51 - 0.54 (sig)
จะเห็นว่า eGFR < 60 มีนัยสำคัญทางสถิต บอกได้เลย ไม่ต้องใช้คำว่ามีแนวโน้มเหมือนเวลาเราอธิบาย subgroup analysis
ทั้ง 7 sensitivity analysis ให้ผลออกมาทางเดียวกันกับ primary analysis คือ primary outcome ลดลง บอกถึงความคงที่ของผลการศึกษา ยืนยันความเป็น noninferiority ไม่ว่าจะปรับแต่งปัจจัยอย่างไรก็ตาม (on treatment, censoring data และ confounder)
→ ลำดับต่อมา น้องๆอย่าเพิ่งอ่านตัวเลข Hazard ratio นะครับ ใจเย็นๆก่อน ให้น้องๆดูที่รายชื่อ outcome ทั้งหมดของ ทั้ง 1°, 2°, 3° และ safety outcome เป็น pre-specified ทั้งหมด? จะเห็นว่าการศึกษานี้เป็น pre-specified ทั้งหมดนะครับ จากนั้นดูว่าเป็น reflective outcome? reflective outcome หมายความว่าเป็น outcome ที่ proven benefit ใน control มาก่อน และเป็น outcome ที่บ่งชี้ถึง clinical benefit จริงๆในผู้ป่วย ในการศึกษานี้กลุ่มควบคุมเป็น standard regimen ซึ่งไม่มากก็น้อยยาเหล่านี้เคยมีการพิสูจน์ benefit ใน outcome ของ LEADER มาก่อนจริง ดังนั้นน้ำหนักความน่าเชื่อถือในส่วนของ outcome ถือว่าผ่าน
→ ดู minimal และ mean/median follow up time ว่าสั้นเกินกว่าที่จะเห็นความแตกต่างของ outcome ทุกตัวที่เราประเมินไว้ข้างต้นหรือไม่? การศึกษานี้ เซต minimum ไว้ที่ 42 เดือน สูงสุด 60 เดือน เฉลี่ยจริงๆออกมาที่ 3.8 ปี หรือ 45 เดือน ซึ่งถือว่าน่าพอใจมาก และเพียงพอที่จะเห็น primary และ secondary outcome event เมื่อเทียบกับ ความเสี่ยงของประชากรใน LEADER ที่ค่อนข้างสูง
→ หลังจากนั้นให้มองไปที่ event rate ของ primary outcome ในกลุ่มควบคุมก่อนเลยครับ ว่าน้อยกว่าค่าที่ใช้ในการคำนวณ sample size หรือไม่? น้องจะเห็นว่าในตารางไม่ได้บอกมาตรงๆ บอกเป็น event rate รวม และ no. of event per 100 patient-year ซึ่งไม่เหมือนกับ annual rate ทีเดียว ที่ใช้ตัวเลข 1.8% ในการคำนวณ N ตรงนี้อาจจะมีนัยยะซ่อนเร้น ถ้าให้ประเมินคร่าวๆ (แต่จริงๆไม่ใช่ตัวเดียวกันนะครับ) ในกลุ่มควบคุมมี primary outcome event อยู่ที่ 3.9 per 100 patient-year ซึ่งเกิน 1.8% มาพอสมควร ดังนั้นการศึกษานี้ ไม่น่าที่จะ underpower และ ไม่มีผลกระทบต่อ NI margin ที่ตั้งไว้มากนัก แต่เค้าเลือก RR margin กันไว้ชั้นนึงอยู่แล้ว
... น้องๆจะเห็นว่า กว่าพี่จะไปอ่านตัวเลข Hazard ratio ที่น้องๆส่วนใหญ่มักจะอ่านเป็นอย่างแรก เราต้องคิดกันก่อนหลายชั้นมากเพราะทั้งหมดนี้คือกุญแจที่ซ่อนความน่าเชื่อถือของตัวเลขเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมด
→ มาถึงตัวเลขกันแล้ว อย่าเพิ่งดู Hazard Ratio ให้ดูที่ crude event rate ก่อน 1° outcome ออกมาที่ 13 กับ 14.9% ต่างกัน 1.9 % ตลอด follow up time เฉลี่ย 3.8 ปี นี่คือ composite ของสาม outcome นะครับ ส่วนกลับของ AR คือ NNT ออกมาเป็น 66 สำหรับการลดหนึ่ง event ใน 3 ปี แต่ถ้าแยกเฉพาะอัตราตายที่เป็น 2° outcome NNT จะออกมามากถึง 98 คนในการป้องกันการตาย 1 ครั้ง และนี่คือส่วนที่เราใช้ในการประเมิน clinical significance ส่วนนี้สำคัญมากนะครับ เพราะมันคือค่าดิบที่ออกมาจริงๆ บางการศึกษาไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่อาจเกิดจากข้อผิดพลาดทางด้านเทคนิคภายในก็ได้ แต่ crude event rate เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
→ ลำดับต่อไปคือ statistical significance ในการจะบอกว่า outcome ที่ลดลงนี้มีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ น้องต้องไปดูวิธีทางสถิติที่ใช้ในการประเมิน survival curve ของการศึกษานี้ นั่นก็คือ HR จาก Cox proportional Hazards model ค่าที่ได้ออกมา p < 0.001 for NI และ p = 0.01 for superiority ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับ sensitivity analysis ทั้ง 7 ข้อข้างต้น 2° outcome ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ all-cause และ CV death รวมถึง microvascular event (renal + retinal) ซึ่งแยกดูรายตัวพบว่าเป็นผลมาจากการลด nephropathy เป็นหลัก outcome ตัวอื่นๆไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งรวมถึง hospitalization for heart failure ด้วย แต่ event rate น้อยกว่าในกลุ่มที่ได้ liraglutide เพียงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ประเด็นเรื่อง heart failure ได้รับความสนใจมากขึ้น หรือ มีความกังวลมากขึ้นในระยะหลังๆกับยาเบาหวานกลุ่มใหม่ๆ
→ หันมาดูกราฟหลักของ manuscript น้องๆจะเห็น survival curve ที่เป็น cumulative incidence กับแกนเวลาวางตัวอยู่ด้านนอก ซึ่งใช้ Kaplan-Meier method ในการ plot กับอีกอันที่ซ้อนอยู่ด้านในคือ cumulative Hazard ratio ที่หาค่าเฉลี่ย HR จากแต่ละ interval ของ survival curve ด้วยวิธีง่ายๆแบบ non-parametric ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อยๆก็คือ Cox Proportion Hazard เพื่อบอกความแตกต่างทางสถิติ นอกจากนั้นกราฟจะทำให้น้องเห็นภาพรวมมากขึ้นเช่น outcome diverge ที่เวลาเท่าไหร่ อาจจะช่วย postulate กลไกของยาในการลด outcome นั้นๆ อย่าง LEADER จะเห็นว่า diverge ออกช้ากว่า EMPA-REG พอสมควร ลด CV outcome ได้เหมือนกันแต่กลไกอาจจะต่างกัน เทคนิคอีกอย่างเวลาที่ survival curve มันเกยกันหรือไม่ไปในทางเดียวกันตลอด ให้น้องมองหา minimal follow up time ในแกนเวลา ลากเส้นขึ้นไปในแนวดิ่ง survival curve ส่วนที่อยู่ด้านซ้ายมือจะเชื่อถือได้มากกว่าด้านขวามือ
→ มาถึง subgroup analysis อย่างแรกน้องต้องดูว่าเป็น subgroup analysis ของอะไร ใน LEADER ทำครั้งเดียวใน primary outcome เท่านั้นนะครับ เวลาอ่าน subgroup น้องอยากรู้ว่าถ้าแยกกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มจะไปในทางเดียวกับ overall result หรือไม่ วิธีดู ให้น้องกวาดตามอง interaction p value ในคอลัมน์ด้านขวามือ ถ้าตัวเลขออกมาไม่ sig แปลว่ใน subgroup นั้นๆมีทิศทางเดียวกันกับ overall result แต่ถ้า sig อย่างใน LEADER จะ sig ที่สองกลุ่มคือ eGFR ที่เกิน 60 กับ กลุ่มที่ไม่มี CV diseae at baseline ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้ประโยชน์
→ อ่านข้อมูลของ safety profile ส่วนของ safety outcome หลักๆไม่ต่างกัน ที่น่าสนใจคือ sever hypoglycemia เกิดน้อยกว่าในกลุ่มที่ใช้ liraglutide อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้ใช้ hypoglycemic agents และ insulin น้อยกว่ากลุ่มควบคุม ในระหว่างการศึกษา แต่กลุ่มที่ใช้ liraglutide ออกจากการศึกษามากกว่ากลุ่มควบคุม ด้วยสาเหตุของ GI symptom ที่ไม่ใช่ pancreatic disease
2. External validity
ส่วนนี้ตรงไปตรงมาสำหรับ LEADER การอิงข้อมูลทั้งหมดภายในการศึกษานี้ออกสู่โลกภายนอก ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการศึกษานี้ เพียงแต่กลุ่มประชากรใน LEADER เป็น high risk diabetic ทั้งหมด การปรับใช้กับคนไข้เราซึ่งไม่ได้เป็น high risk ทุกรายต้องระวัง อีกประเด็นสำหรับ external validity คือ adherence แม้ในการศึกษาที่ควบคุมอย่างดีอย่าง LEADER ยัง drop out ไปเกือบ 20% ด้วย GI symptom ผลข้างเคียงที่กังวลกันสำหรับ liraglutide อย่าง pancreatitis จากผลการศึกษาค่อนข้างมั่นใจ แต่ pancreatic cancer และ long-term complication อื่นๆจากการใช้ยา ยังตอบไม่ได้ ยังตามสั้นไป
❤ Final thought จาก LEADER
√ อย่างแรก น้องต้องหัดสรุป เป็นแพทย์ประจำบ้านปี 1 ไม่ใช่นักเรียนแพทย์แล้วต้องสามารถสรุปผลการศึกษาให้ได้ใน 1 ประโยค ส่วนนี้พี่ไม่เฉลย เว้นไว้ให้น้องๆตอบในคอมเม้นท์กันนะครับ ..... (เอาประโยคเดียวจบนะ)
√ นี่เป็นยาเบาหวานตัวที่สองต่อจาก empagliflozin และเป็นตัวแรกของ class ที่มี proven CV benefit และที่สำคัญลดอัตราตาย หรือพูดอีกอย่างคือ คนไข้เบาหวานชนิดที่สองใช้ยานี้เพิ่มเข้าไปแล้วอายุจะยืนขึ้น
√ glycemic control แทบไม่ต่าง ค่า A1c ต่างกันเฉลี่ยแค่ 0.4% ตลอด 3.8 ปี แต่ outcome ออกมาต่างกัน คล้ายๆ EMPA-REG ประเด็นนี้น่าสนใจมากและเอาไปคิดต่อว่าเกิดจากอะไรกันแน่
√ ทำไม cumulative Hazard ratio ถึง diverge ออกช้ากว่า empagligozin ใน EMPA-REG บริบทในการศึกษาต่างกัน? หรือ กลไกในการลด CV event ต่างกัน?
Thai Heart
1412 Cardiology
Wipat

การอ่าน Non-Inferiority trial

Non-Inferiority trial คืออะไร?
บทความดีๆ จาก 1412 cardiology เพจทางวิชาการที่ดีที่สุด 


ผมคิดว่าฤดูกาลหน้าลิเวอร์พูลไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าแมนยูไนเต็ด ถ้าพูดเป็นภาษาสถิติก็คือ Liverpool is non-inferior to Manchester United
แฟนปีศาจแดงก็ต้องถามว่าแล้วเท่าไหร่ถึงเรียก ไม่ขี้เหร่กว่า? แข่งกันเสมอ หรือ แพ้ไม่เกินกี่ลูก ถึงเรียกว่าไม่ขี่เหร่ แฟนลิเวอร์พูลบอกว่า ถ้าแพ้ไม่เกิน 2 ลูก ถือว่าไม่ขี้เหร่กว่าละกัน
"แพ้ไม่เกิน 2 ลูก" คือ non-inferiority margin
เปิดฤดูกาลมาสมมุติแข่งกันไป 4 นัด
ลิเวอร์พูล เสมอ 1 แพ้ 3 ด้วยสกอร์ 1-1, 0-1, 2-1, 3-2
แฟนลิเวอร์พูลบอกว่า เห็นมั๊ยไม่ขี้เหร่กว่า เพราะไม่มีนัดไหนแพ้เกินสองลูก แฟนปีศาจแดงบอกว่า ยัง ยังแข่งกันน้อยเกินไป ต้องเจอกันมากกว่านี้ แข่งกันมากครั้งกว่านี้ ถึงจะบอกได้ แข่งแค่ 4 นัดไม่พอ เพราะอาจจะเป็น "sampling error" แต่ถ้าแฟนหงส์กล้าให้ margin มากกว่านี้เช่น "แพ้ไม่เกิน 5 ลูก" ยอมก็ได้ แข่ง 4 นัดพอ ถือว่าไม่ขี้เหร่กว่าก็ได้
ถ้าไร้ศักดิ์ศรีขนาดใช้ margin ถึง 5 ลูก แข่ง 4 นัดพอก็ได้ครับ เพราะแข่งต่อไปอีกลิเวอร์พูลก็ไม่น่าแพ้เกิน 5 ลูก ดังนั้นสรุปให้เลยก็ได้ว่าลิเวอร์พูลไม่ขี้เหร่กว่าแมนยูไนเต็ด จากการแข่งแค่ 4 นัด แต่จะ falsely conclude รึเปล่าเป็นอีกเรื่องนึง เนื่องจาก margin ถือว่ากว้างเกินไป
แฟนลิเวอร์พูลบอก โอเคถ้างั้น ใช้ margin แพ้ไม่เกิน 2 ลูกเหมือนเดิม ถ้างั้นต้องแข่งกันไปอีกกี่นัดดีหล่ะถึงจะสรุปได้ แฟนแมนยูไนเต็ดบอกว่า อีกกี่นัด ขึ้นอยู่กับ สถิติทีมคุณในฤดูกาลก่อนด้วย ว่าดีกี่มากน้อย ถ้าสถิติห่วยมาก ขนาดเจอทีมท้ายตารางยังแพ้ ก็คงต้องแข่งกันหลายครั้งหน่อย เราถึงจะมั่นใจว่าคุณจะไม่แพ้เราเกินสองลูกจริงๆ
นั่นคือที่มาของ N ใน non-inferiority trial
Sample Size หรือ N ใน non-inferiority trial ขึ้นกับสองปัจจัยหลัก หนึ่งคือ margin อย่างที่ยกตัวอย่างไปครับ margin ยิ่งกว้าง N ไม่ต้องเยอะ กลับกันถ้า margin แคบ N จำเป็นต้องเยอะพอ ปัจจัยที่สองคือ expected event rate ในกลุ่มควบคุม (หมายเหตุ: ในการทำ non-inferiority trial กลุ่มควบคุมจะไม่ใช่ placebo แต่เป็นกลุ่มยาที่เคยเอาชนะ placebo ได้มาก่อน จึงเป็นที่มาของคำว่า "active control") ค่า expected event rate เรานำมาจากข้อมูลการศึกษาเก่าๆของ ยาเหล่านั้นสมัยที่เคยเทียบกับ placebo ถ้าคาดการณ์ว่า event rate สูง N ไม่ต้องเยอะมาก แต่ถ้า event rate ต่ำ N ต้องมหาศาล จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การทำการศึกษาใน low risk population จำเป็นต้องหาวิธีลด N โดยการเลือก composite outcome แทนที่จะเป็น outcome เดี่ยว, ใช้เทคนิคที่เรียกว่า event-driven หรือ เลือก margin ให้กว้างขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อจะได้ใช้ N ไม่เยอะมาก ทั้งสองประเด็นนี้เป็นส่วนที่เราต้องมองหาเสมอในการ appraise NI study
ในสมัยก่อน การศึกษายาใหม่จะเอามาเทียบกับ placbeo ต้องหาหลักฐานมาปฎิเสธ null hypothesis ที่ว่า "มันไม่ต่างกัน" ให้ได้ ถ้าหาหลักฐานมาปฏิเสธได้ ก็จะสรุปได้ว่า ยาใหม่ดีกว่ายาเก่า และ มักจะมาพร้อมกับข้อมูลเรื่องของ dose-response relationship อย่างที่เราเห็นกันจนชินตาในการศึกษาเก่าๆช่วงก่อนปี 1990 ทั้งหมดนี้เรียกว่า "superiority trial"
มีการศึกษาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมทำในการเอายา generic มาเทียบกับยาต้นฉบับ ว่า "ไม่ได้ต่างกันนะ" ในกรณีนี้ต้องหาหลักฐานมาปฎิเสธ null hypothesis ที่ตั้งไว้ว่า "ยาทั้งสองตัวต่างกันเกินขอบเขตหนึ่งในทั้งสองทิศทาง (equivalence margin)" ถ้าหาหลักฐานมาปฏิเสธได้ ก็จะสรุปได้ว่า ยา generic ไม่ต่างจากยาต้นฉบับมากไปกว่า equivalence margin เรียกการศึกษาแบบนี้ว่า "equivalence trial"
แต่ในปัจจุบัน ยาใหม่ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น NOAC ต้องมาเทียบกับยาเดิมอย่าง Warfarin ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ placebo ได้อีกต่อไป เพราะไม่ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมแน่นอน คนไข้ในกลุ่ม placebo ทิ้งให้เค้าไม่ได้ anticoagulant ได้อย่างไรกัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาในลักษณะที่พยายามจะบอกว่า ยาใหม่ไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่ายาเก่า โดยการกำหนด margin ของความขี้เหร่ที่ยอมรับได้ขึ้นมา เรียกการศึกษาแบบนี้ว่า "non-inferiority trial" นั่นเอง
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ non-inferiority margin
margin มักจะถูกกำหนดโดยข้อมูลของยาเทียบกับ control ใน meta-analysis ก่อนหน้า โดยนิยมใช้ 50% ของ lower boundary 95% CI ของยาเมื่อเทียบกับ placbeo เพื่อที่จะรักษาความเหนือกว่า placebo เอาไว้ คืออย่างน้อยที่สุด margin นี้ควรจะต้องดีกว่า placebo เพราะใน non-inferiority trial เราไม่ได้เอา placebo มาด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการคำนวณ margin แบบนี้คือการศึกษา RE-LY
การคำนวณ margin ได้มาจากสองวิธี อันที่หนึ่งคือ absolute risk difference (ARD) อีกอันหนึ่งคือ relative risk (RR) แบบแรกมีข้อเสียที่ต้องระวังคือ ถ้า event rate ที่เกิดในกลุ่ม active control น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือที่เอาไปใช้คำนวณ N อาจทำให้เราสรุปผิดว่า non-inferior ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่, margin แบบนี้เรียกว่า "liberal margin" หรือ เป็น margin ที่มีความหละหลวมเกินไป ในเหตุการณ์เดียวกันหากเรา set margin ด้วย RR ถ้า event rate เกิดน้อยกว่าที่คาด ค่า RR จริงในการศึกษาจะเฟ้อทันที หรือเกิด inflation ทำให้ margin ที่ตั้งไว้ด้วย RR ยังสามารถคงความเข้มงวดเอาไว้ได้ ไม่ falsely conclude non-inferiority เราเรียก margin แบบนี้ว่า "conservative margin"
ในการศึกษาเพื่อขออนุมัติยาจาก US FDA หรือ EMA ค่า margin จะถูกกำหนดใน approval process ไว้ที่ 1.3 ถ้ามีความจำเป็นต้องขยับ margin ไปเกินกว่านั้น (แต่ห้ามเกิน 1.8) ต้องเขียนระบุเหตุผลมาอย่างชัดเจนพร้อมกับการโดนบังคับให้ทำ post-marketing trial หลังได้รับอนุมัติอีกครั้ง
การแปลผล non-inferiority (ดูรูปประกอบนะครับ)
1. ถ้า mean และ upper bound ต่ำกว่า margin ง่ายมาก คือ "inferior" ไม่สามารถ reject null hypothesis ได้
2. ถ้า mean และ lower bound พ้น margin ทั้งหมด ง่ายมาก คือ "non-inferior" เราสามารถ reject null hypothesis สำเร็จ
3. สืบเนื่องจากข้อ 2 ถ้า lower bound พ้นเส้นกลางไปได้อีก คืออันบนสุดในรูป สามารถบอก superiority ได้ด้วยนอกเหนือจาก non-inferior ในการศึกษาต่างๆมักจะเขียนเอาไว้ว่า นอกจาก meet non-inferiority ยังพ้น superiority margin อีกด้วย แต่การแปลผล superiority จะไม่แม่นยำเท่ากับการศึกษาแบบ superiority trial
4. กรณีปัญหาคือ mean พ้น margin แต่ upper พ้นเส้นกลางและ lower ดันต่ำกว่า margin เราจะสรุปอะไรไม่ได้เลย เรียกว่า "inconclusive"
5. กรณีพิเศษบางอย่างที่ทีมผู้วิจัยมักจะหลีกเลี่ยง เพราะการแปลผลแบบนี้ ไม่ค่อยได้ประโยชน์ คือ mean พ้น margin แต่ต่ำกว่าเส้นกลาง ทั้ง upper และ lower ตกอยู่ระหว่างเส้นกลางกับ margin ดูได้จากกราฟอันที่สองจากด้านล่าง มีทั้ง "non-inferior และ inferior" ในคราวเดียวกัน เราพบได้ในกรณีที่ sample size ใหญ่มากๆ และไป set margin กว้างเกินไป
.
.
ในโพสท์เทคนิคการอ่าน journal ของพวกเราแอดมินทั้งห้าคน ผมเขียนส่วนที่เป็นความแตกต่างของ superiority, equivalence และ non-inferiority trial อาจารย์ Lancelot เคยขอให้ผมมาเขียนขยายความเรื่องนี้สอนน้องๆเรซิเดนท์กับเฟลโล่ใหม่ จะได้อ่าน journal ได้ดีและเข้าใจมันมากขึ้น ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยนะครับที่มาเขียนช้าไป ไม่รู้ว่าอาจารย์จะเอามาลงในเพจเมื่อไหร่แต่หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆทุกคนครับ
Wipat
การ appraise RCT  
บทความดีๆจาก 1412 cardiology
บทความนี้ตั้งใจเขียนให้น้องแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 อ่านนะครับ เพราะต่อจากนี้ไปน้องๆจำเป็นต้องอ่านวารสารทางการแพทย์มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่อ่านให้รู้ว่าเป็นการศึกษาอะไรและผลออกมาเป็นอย่างไร แต่ต้องประเมินความน่าเชื่อถือของการศึกษาไปพร้อมๆกันขณะที่อ่าน เราเรียกวิธีการประเมินความน่าเชื่อถือว่า appraisal ซึ่งประกอบด้วยสองส่วน คือ ความน่าเชื่อถือที่อยู่ภายในการศึกษานั้น (interval validity) และ ความน่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับโลกที่อยู่ภายนอกการศึกษา (external validity) จึงทำให้การอ่านวารสารมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนใหญ่น้องๆมักจะอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกไล่ไปถึงบรรทัดสุดท้าย จำก็ไม่ค่อยได้ แล้วค่อยย้อนกลับมา appraise ซึ่งใช้พลังงานมาก เสียเวลา และ ไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร
อาจารย์แอดมินเพจอีก 4 ท่าน กับ พี่ พวกเรามีเทคนิคในการอ่านวารสารแทบจะเหมือนกันเลย ดังนั้นวันนี้พี่จะมาสรุปเทคนิคทั้งหมดในการอ่านให้อีกครั้งและเจาะลงรายละเอียดในการ appraise เปเปอร์ที่เป็นการศึกษาแบบ RCT ซึ่งเราเจอได้บ่อยกว่า สำหรับการศึกษาแบบอื่นๆ ไว้โอกาสหน้าพี่จะมาสอนให้อีกทีนะครับ

ขั้นตอนการอ่านวารสาร 3 ข้อ
1. อ่านชื่อเรื่องและ abstract ก่อนเสมอ abstract ที่ดีจะบอกข้อมูลการวิจัยที่สำคัญให้เราเกือบหมดแล้ว
2. ข้ามมาอ่าน Method ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอันดับต้นๆของการวิจัย อ่านให้รู้ว่า นี่เป็นการศึกษาแบบไหน ใช้กลุ่มประชากรแบบไหน ทำอย่างไร ใช้วิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร
3. มองหาตารางที่แสดงผลการศึกษาหลักของการวิจัย ทุกการศึกษาจะต้องมีตารางนี้ เปรียบเหมือนแกนกลางของ manuscript อย่างเช่นรูปตัวอย่าง พี่ยกมาจากการศึกษา EMPA-REG OUTCOME เราจะใช้ตารางนี้เป็นแกนในการอ่านเพื่อโยงเข้าไปหา ข้อมูล กราฟ และ ตารางอื่นๆ ในเปเปอร์ทั้งหมด หมายความว่า ต่อจากนี้ ทุกอย่างที่เราจะอ่านเกิดจากการที่เราคิดก่อน เราอ่านแบบมีเป้าหมาย เราอ่านแบบมีแผนการ เราอ่านเพราะเราต้องการได้ข้อมูลมาประเมินความน่าเชื่อถือของการศึกษาในทุกๆประเด็น และมันน่าแปลกตรงที่ ถ้าเรา appraise อย่างละเอียด ผลการศึกษาเราจะจำได้แม่นมากโดยไม่ต้องตั้งใจจำเลย ตรงนี้จะทำให้น้องๆอ่านเปเปอร์ได้เร็วมากและไม่ใช่แค่เร็วอย่างเดียว ยังเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดและครบถ้วน ด้วยเวลาเท่าๆกัน บางทีเพื่อนยังอ่านได้สองสามหน้า แต่น้องอ่านจบพร้อมประเมินความน่าเชื่อถือเสร็จหมดแล้วเป็นต้น
วิธีคิดตามลำดับขณะที่มองตารางเป็นดังนี้

► Internal validity
→ อย่างแรกให้ประเมินจุดแข็งของการศึกษาแบบ RCT ก่อนเลย นั่นก็คือการควบคุมการศึกษา ประเมิน Bias สองชนิดที่เจอได้บ่อยที่สุด
→ allocation bias การศึกษานี้มีการ randomised หรือไม่? concealment? stratified? ข้อมูลนี้จะบอกไว้อย่างละเอียดในส่วน Method และให้น้องมาดูผลหลัง randomised ที่ตาราง baseline characteristic ในส่วน Result ว่าทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
→ ascertainment bias ดูว่า blind กี่ข้าง (single-blinded, double-blinded) และ open-label มากน้อยแค่ไหน
→ ก่อนที่จะอ่านผลการศึกษาในตาราง ดูว่าการวิเคราะห์ผลเหล่านั้นใช้ intention-to-treat หรือ per-protocol analysis น้องๆคงรู้จักอยู่แล้วว่าทั้งสองอย่างนี้คืออะไร ทั้งสองวิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของ intention-to-treat คือ preserve randomization และ minimize allocation bias แต่ข้อเสียสำคัญคือ อาจทำให้ underestimate true effect ของยาศึกษา เพราะถ้ามี drop out มากหรือ compliance ไม่ดี คนไข้ก็ไม่ได้ใช้ยาจริงๆ สิ่งที่เรากลัวคือการใช้ intention-to-treat analysis อย่างเดียวใน non-inferiority trial เราอาจจะ reject null และสรุป non-inferiority ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่ดังนั้นถ้าหากเป็น intention-to-treat เราจำเป็นต้องดู compliance และ drop out rate เสมอ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของผลการศึกษา ในทางตรงข้าม per-protocol ข้อดีคือ explanatory คือบอกผลของยานั้นได้ใกล้เคียงสิ่งที่เป็นจริงๆ เพราะเราวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะคนไข้ที่กินยาจริง และข้อดีอีกอย่างคือ pragmatic หมายถึงใกล้เคียงกับการรักษาคนไข้ในชีวิตจริง (ตรงนี้จะเพิ่มน้ำหนักของ external validity) แต่ข้อเสียคือ เราสูญเสีย initial randomization ไป
→ ดูที่ outcome ทั้ง primary และ secondary outcome ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งหมดเป็น pre-specified หรือไม่ ผลการศึกษาบางอย่างมาเพิ่มเติมตอนหลัง ความน่าเชื่อถือในการแปลผลอาจจะลดลง นอกจากนั้นดูว่า outcome ทั้งหมดเป็น reflective outcome หรือไม่ หมายถึงได้รับการพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์จริงในกลุ่มควบคุมกรณีที่ไม่ใช่ placebo (active control) อย่างเช่นในการศึกษาที่เป็น non-inferiority trial
→ ดู minimal และ mean/median follow up time ว่าสั้นเกินกว่าที่จะเห็นความแตกต่างของ outcome ทุกตัวที่เราประเมินไว้ข้างต้นหรือไม่
→ หลังจากนั้นให้มองไปที่ event rate ของ primary outcome ในกลุ่มควบคุมก่อนเลยครับ ว่าน้อยกว่าค่าที่ใช้ในการคำนวณ sample size หรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก ส่วนใหญ่จะเกินอยู่แล้ว แต่ถ้าน้อยกว่าเมื่อไหร่ การศึกษานี้อาจจะ underpower ถ้าหากเป็น non-inferiority trial ต้องมองหา non-inferiority margin ด้วยเสมอว่า set ไว้กว้างเกินไปหรือไม่ พี่เขียนรายละเอียดของการศึกษาแบบ non-inferiority trial ไว้อย่างละเอียด ย้อนไปอ่านได้ที่
หรือ ใน Blog ที่รวบรวมมาไว้แล้ว http://cardaicnursenote.blogspot.com/2016/06/non-inferiority-trial.html
→ ดู crude event rate ของทุก outcome ทั้ง primary, secondary, tertiary และ safety ว่าเกิดขึ้นเท่าไหร่และใช้หน่วยอะไร อย่าง EMPA-REG ใช้ rate/1000 patient-years ซึ่งหน่วยนี้มักจะเป็นหน่วยที่ใช้ในการคำนวณ N
→ ประเมิน magnitude ของ outcome ด้วยการเอามาลบกันก่อน เรียกว่า absolute risk reduction ส่วนกลับของมันคือ NNT ถ้าดูสัดส่วนก็จะเป็น relative risk นี่จะเป็นส่วนที่เราใช้ประเมิน "clinical significance" ความต่างนี้ถือว่ามากน้อยแค่ไหนในทางคลีนิค จากนั้นให้น้องดูค่าความเชื่อมั่นว่า 95% ของผลที่เราเห็น จะออกมาในทิศทางนี้จริงรึเปล่า โดยดูที่ช่วง 95% CI และ p-value สิ่งนี้เรียกว่า "statistical significance" ซึ่งต้องดูควบคู่กันไปเสมอ
→ เมื่อวิเคราะห์ทุกอย่างในตารางเสร็จหมดแล้ว ให้ขยับไปดูกราฟที่มักจะเป็น survivial curve หรือ cumulative Hazard ratio พร้อมกับค่า p-value เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลการศึกษาที่วิ่งไปบนแกนของเวลา (เรื่องการอ่าน survival curve ไว้วันหลังพี่จะมาสอนน้องๆอ่านอย่างละเอียดอีกทีนะครับ)
→ เลื่อนไปดู subgroup analysis ดูว่า interaction p value ออกมา sig หรือไม่ ถ้า sig ก็แสดงว่าผลการศึกษาในกลุ่มย่อยนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับผลการศึกษารวม

► External validity
→ เทคนิคของพี่คือ ให้น้องดู inclusion และ exclusion criteria ก่อนว่าประชากรศึกษาตรงตามเวชปฏิบัติจริงของเรามากน้อยแค่ไหน จากนั้นดู intervention และวิธีในการปฏิบัติกับคนไข้ทั้งหมดตลอดการศึกษาใน protocol ว่าสามารถทำได้จริงขนาดไหน
→ ดู outcome อันนั้นว่าเป็น outcome ที่ได้ประโยชน์กับคนไข้รึเปล่า ดู clinical significance ของ outcome จากการประเมินจาก Internal validity บางการศึกษาได้ประโยชน์จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ magnitude มันน้อยเหลือเกิน และเราอาจจะไม่สามารถทำตาม protocol แบบการศึกษาต้นฉบับได้ ทั้งหมดนี้ก็คือ external validity แบบใช้งานจริงเวลาอ่านวารสาร
► ในเปเปอร์จะมีส่วนที่เรียกว่า Discussion น้องเก็บเอาไว้สุดท้ายเลย พี่แนะนำให้น้องๆมี Appraisal ทั้งหมดในใจ ก่อนไปอ่าน และอ่าน Discussion เพื่อดูว่า ทีมผู้วิจัยประเมินการศึกษาของเค้าเองไว้อย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากความคิดเรามากแค่ไหน เพื่อจะนำไปสู่ความคิดสุดท้ายหรือ Final Thought ที่ได้จากเปเปอร์
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องแพทย์ประจำบ้านปีแรกใช้เป็นแนวทางในการอ่านวารสารทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกมากขึ้น สุดท้ายพี่ขออวยพรให้น้องๆมีความสุขในการเรียนและฝึกอบรมทุกคนนะครับ
Wipat

ยา 5 อย่างใน ICU ที่เราต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี - จาก 1412

ขอขอบคุณเพจวิชาการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=522683051272128&id=371793389694429&substory_index=0


ยา 5 อย่างใน ICU ที่เราต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี 

ดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรจากทหารที่ออกรบ ถือปืนไปหนึ่งกระบอกลั่นไกเป็นอย่างเดียว แต่ไม่ได้รู้จักมันจริงๆ ย่อมแตกต่างจากทหารที่ฝึกการใช้อาวุธเหล่านั้นมาอย่างชำนาญ หลับตาก็ประกอบปืนได้ รู้ ความแรง การกระจายของกระสุน การดีดของปืน ระยะยิงหวังผล หรือ แม้แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด เวลาที่ถูกปลดอาวุธ

❤ Adrenaline
หรือ Epinephrine จับกับทั้ง alpha และ beta receptor
เรามักจะใช้ drip ต่อหลังคนไข้ arrest และปั้มขึ้น
adrenaline 1 amp ปริมาตร 1 cc มี ยา 1 mg
ตอนคนไข้ arrest เราสั่งฉีด adrenaline 1 amp
ต้องเอา 1 amp ที่มี 1 ml นั้นมาผสม NSS 9ml ก่อนเพื่อเจือจาง
ก่อนจะฉีดเข้าเส้นเลือดเป็นปริมาตร 10 ml ก็จะได้ยา 1 mg
ถ้าฉีดโดยไม่เจือจางเลย นอกจากยาไม่เข้าอาจจะเสียเส้นไปเลย หากเกิด extravasation เพื่อป้องกัน tissue necrosis แนะนำให้ใช้ phentolamine 5 - 10 mg ผสมใน saline 10 - 15 cc
ส่วนการ drip ในกรณีที่เป็น post resuscitation
ใช้ adrenaline แบบที่ใช้ push ตอน CPR นั่นหล่ะครับ
เอามา 10 amps หรือ 10mg ผสมน้ำหรือ saline ก็ได้ 100 ml
ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง เช่น bicarb
ให้เริ่มที่ 0.1–0.5 mcg/kg/min หรือ 7–35 mcg/min ในผู้ใหญ่นน.ตัว 70 กก. วิธีคำนวณมือ คิดแบบ dopamine ด้านล่างเลยครับ เนื่องจาก epinephrine ออกฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะต่อหัวใจ โอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิด VT/VF ก็มี ดังนั้นเราไม่ควรให้ใน
scenario อื่นที่ไม่ใช่ post arrest หรือ anaphylactic shock
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้ adrenaline เอาไว้สามข้อคือ
1. treat severe hypotension (SBP < 70 mmHg)
2. anaphylaxis associated with hemodynamic instability or respiratory distress
3. symptomatic bradycardia if atropine and transcutaneous pacing fail or if pacing is not available

❤ Norepinephrine
หรือ Levophed ถือเป็น exogenous Norepinephrine นะครับ ออกฤทธิ์โดยจับกับ alpha 1 receptor เป็นหลัก เรียกว่า potent เลยหล่ะ แต่แทบไม่จับกับ beta receptor ทำให้
heart rate ไม่สูงมาก และ contractility ของหัวใจ ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก เหมาะกับการดึงความดันขึ้นใน distributive หรือ vasodilatory shock เช่น sepsis โดยเราไม่อยากไปยุ่งกับหัวใจมากนัก
การใช้ต้องระวังในผู้ป่วยที่มี ongoing myocardial ischemia เพราะด้วยกลไกของยา จะเพิ่ม myocardial oxygen comsumption และทุกครั้งก่อนเริ่ม Levophed ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้ volume เพียงพอ
การให้ทั้ง dopa และ levo ในขนาดสูงมากคู่กัน ถือว่าไม่มีความจำเป็น หากเราเข้าใจกลไกของมันจริงๆ
levophed จะมาในรูปของ vial โดย 1 vial มี 4 mg
เรามักจะใช้ 2 ขวดหรือ 8 mg ผสมน้ำ 250 ml
ห้ามผสมใน saline เด็ดขาด จำไว้เลยนะครับ
อัตราส่วนจะเป็น 1:31
หรือถ้าเราผสมน้ำ 100 ml
อัตราส่วนจะเป็น 1:12
ดังนั้นถ้าคุณหมอบอก 1:10 พยาบาลจะอึ้งๆไป
ก่อนจะถามคุณหมอว่า 12 ได้มั๊ยคะ
เพราะถ้าจะทำให้เป็น 1:10 ต้องทิ้งออกนิดหน่อยเพื่อให้พอดี
เรามักจะเริ่มให้ในขนาด 0.1 - 0.5 mcg/kg/min
ส่วนใหญจะเริ่มที่ราวๆ
0.2 mcg/kg/min หรือ 10 mcg/min
ซึ่งถ้าเราผสม 1:31 แบบพิมพ์นิยม ก็จะเป็น 20 ml/h
ดังนั้นต่อไปถ้าคุณหมอบอกพยาบาลว่าเอา levophed 2 vial ผสมน้ำ 250 ml drip 15-20 ml/h นอกจากจะชัดเจนแล้ว ยังดูสมาร์ทอีกด้วย
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้สำหรับ Norepinephrine หนึ่งข้อ
treat severe hypotension ( SBP <70 mm Hg) and a low total peripheral resistance

❤ Dopamine
เป็นสารเคมีธรรมชาติที่ เป็น immediate precursor ของ norepinephrine (NE) เราให้ด้วยการ drip ไม่ push นะครับ
dopamine จะมาในรูปของหลอดยา หรือ ampule
ใน 1 amp มี ยาอยู่ 250mg
เวลาผสมเราจะมีเลขอัตราส่วนเป็น 1:1 หรือ 2:1 มันคือ mg:mL 1:1 ก็คือ 250mg หรือ 1 amp ผสมน้ำ 250 mL ถ้า 2:1 ก็ 2 amp ต่อน้ำ 250 mL นั่นเอง
นอกจากน้ำเช่น D5W, D10W แล้ว ผสมใน NSS, D5NSS หรือ RLS ก็ได้ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง
หากใช้ dopamine ไปแล้วถุงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ให้หยุดยาทันที เพราะเป็นสัญญาณว่ายาไม่คงสภาพ
วิธีคำนวณ ถ้าคุณหมออยากได้ 10 mcg/kg/min
ก็คูณน้ำหนักคนไข้ เช่น 50 kg ก็เป็น 500 mcg/min
หรือ 60 x 500 = 30,000 mcg/h
สมมุติยาที่เราผสมเป็น 1:1 นั่นคือ 1 ml มี 1000 mcg
ก็คือ 30,000/1000 = 30 ml/h นั่นเอง ง่ายมั๊ยครับ
แนะนำให้เริ่มที่ 5 - 10 mcg/kg/min
dopamine เพิ่มความดันโดยออกฤทธิ์ที่ alpha 1 receptor เพิ่มการหลั่ง และลด reuptake ของ norephinephrine (NE) ใน sympathetic synapse เพิ่มการหดตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย พูดอีกอย่างก็คือเพิ่ม endogenous NE นั่นเอง แต่ต้องเป็น dopamine ในขนาดสูงมากๆเท่านั้น นะครับ คือ >10 mcg/kg/min
หากเป็น intermediate dose คือ 3 - 10 mcg/kg/min จะออกฤทธิ์ alpha
1 ไม่มาก แต่จะเป็นช่วงที่ออกฤทธิ์ต่อ beta 1 receptor แทน ทำให้
myocardial contractility และ heart rate เพิ่มขึ้น หาก volume คนไข้พอ
heart คนไข้ดี การให้ dose ช่วงนี้ก็สามารถเพิ่้มความดันได้เช่นกันแต่ไม่
มากเท่ากลไกที่ผ่าน alpha 1
ขนาดที่ต่ำกว่า 3 mcg/kg/min จะออกฤทธิ์กับ Dopaminergic receptor ทั้ง D1 และ D2 ใน synapse เช่นกัน แต่ส่งผลให้เกิด vasodilation ใน เส้นเลือดไต ลำไล้ หัวใจ บางคนเรียกว่า renal dose แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียง กันอยู่นะครับ บางคนก็ไม่เชื่อว่าเพิ่ม urine output ได้จริง
ส่วนใหญ่ขนาดยาเราจะไม่ให้เกิน 20 - 30 mcg/kg/min เพราะถึงขึ้นไปที่ max 50 mccg/kg/min ผลที่ได้อาจไม่ต่างกันมากเนื่องจากกลไกของมัน เป็นการเพิ่ม endogeneous NE ใน sympathetic synapse ถ้าให้ถึง 30 แล้วยังไม่ดีัขึ้น ควรจะถอยออกมาประเมินใหม่อีกรอบ
dopamine เพิ่ม heart rate ผ่าน beta 1 ได้ดีกว่า dobutamine ซึ่งก็เป็น ข้อแตกต่างอันหนึ่งของทั้งสองตัว เราถึงไม่นิยมให้ drip dobutamine ใน symptomatic bradycardia แต่แนะนำให้ใช้ dopamine นั่นเอง
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้สำหรับ Dopamine ไว้ข้อเดียวนั่นก็คือ
treat hypotension (SBP < 90 mmHg, especially if it is associated with symptomatic bradycardia

❤ Dobutamine
เป็นสารสังเคราะห์ catecholamine
(+) isomer จับกับ beta 1 และ beta 2 receptor
ในอัตราส่วน 3:1 ไม่จับกับ dopaminergic receptor เลย
(-) isomer จับกับ alpha 1 receptor น้อยมาก ต้องให้ขนาดสูงมากๆจึงจะจับ ช่วยเพิ่มความดันได้ ผ่าน beta 1 agonist โดยการเพิ่ม contractility ของหัวใจ เพิ่ม cardiac outout แต่ทว่า beta 2 จะออกฤทธิ์ต้าน จาก vasodilatory effect ทำให้ความดันไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จนกว่าจะเพิ่มขนาดไปแตะ 15 - 20 mcg/kg/min alpha 1 จะชนะ beta 2 ทำให้เพิ่ม SVR ได้ในระดับนึง แต่ยังไงก็เพิ่มความดันได้ไม่มากเท่า dopamine dobutamine ช่วย augment cardiac output แต่ตัวมันไม่จัดว่าเป็น pressors
แนะนำให้เริ่มที่ 5 - 10 mcg/kg/min
dobutamine จำหน่ายในรูปของ vial หรือขวด
1 vial มี 20ml บรรจุยา 250 mg เท่ากับ dopamine 1 amp
การผสมทำเหมือน dopa คำนวณแบบ dopa
แต่ข้อสังเกตคือ ผสมแล้ว dobu จะให้สีชมพูเรื่อๆได้ แต่ไม่เป็นอันตราย
► ใน 2015 CPR Guideline ไม่ได้เขียนข้อบ่งใช้เอาไว้ชัดเจน แต่โดยทั่วไป
เราพิจารณาให้ dobutamine ใน shock หรือ HF ที่มี poor LV systolic function และไม่มี acute myocardial ischemia หรือ infarction
*** พี่ไม่แนะนำให้ยาพร้อมกันสามตัว Dopa Dobu Levophed ในขนาดสูงสุดควรเลือกเอาออกซักหนึ่งตัว แก้สาเหตุ หรือพิจารณา mechanical support เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้วตามกลไกที่อธิบายเอาไว้ข้างต้น ยังอาจทำให้คนไข้เสียชีวิตเร็วขึ้นจาก VA ขีดเส้นใต้สามเส้น


❤
 Milrinone
หรือ Primacor เป็น Phosphodiesterase (PDE) inhibitors ถือเป็น nonadrenergic agent ออกฤทธิ์คล้ายกับ dobutamine แต่มี chronotropic effect ที่ผ่าน beta-1 receptor น้อยกว่ามาก ทำให้ tachycardia หรือมี proarrhythmia น้อยกว่า กลไกหลักของยาจะเป็น positive inotropic เพิ่ม myocardial contractility ข้อเสียคือ vasodilatory effect ซึ่งทำให้เกิด hypotension และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่ shock หรือมีความดันต่ำ
แนะนำให้โหลด 50 mcg/kg ใน 10 นาที จากนั้น drip 0.375 mcg/kg/min
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำให้ใช้เพิ่ม cardiac output เป็นหลัก ใน acute decompensated heart failure ที่ไม่อยู่ในภาวะ shock
1412

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ .... ทำร้ายตัวเองมามาก

เจอคนไข้รายหนึ่งมีประวัติเคยเกิดภาวะช็อค สลบเหมือนมาราวๆปลายๆปีก่อน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ( Inferior wall MI )ได้ทำตรวจสวนหัวใจพบว่า เป็น หลอดเลือดหัวใจตีบทั้ง 3เส้น แพทย์จึงทำการถ่างขยายและใส่ขดลวดให้ที่เส้นเลือดสาเหตุ (เส้น RCA )หลังจากทำแล้วก็ยังมีเจ็บๆแน่นหน้าอกทะลุไปหลัง เหนื่อยง่าย ทำงานได้น้อย แต่ดีที่ไม่มีปัญหาหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

เปิดดูอายุพบว่าอายุเพียง 47 ปี เท่านั้น .... 

จึงทำให้สงสัยว่า อายุแค่นี้ทำไมเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้นเลยหรอ ... มันต้องมีอะไรที่น่าสนใจแน่ๆ  เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอายุน้อยๆแบบนี้มักจะเจอเส้นเลือดหัวใจตีบไม่กี่เส้น

ดังนั้นจึงเข้าไปซักประวัติสอบถามพูดคุย  เริ่มต้นที่การสร้างความเป็นกันเองกับผู้ป่วยและญาติซึ่งก็โชคดีที่คนไข้บ้านเรามันคนกันเอง พูดภาษาอีสานเป็นเปรียบเสมือนประตูสู่หัวใจแล้ว ......  บู๋ยยยยยยยย

สิ่งที่ได้จากการซักประวัติครั้งนี้คือ 

1) สูบบุหรี่จัดมานาน (ผมก็ลืมถามว่ากี่ปี แต่ก็น่าจะสัมพันธ์กับข้อ2)
2) ดื่มเหล้าจัด ถือว่าอาบเลยก็ว่าได้  เหล้าขาว 40ดีกรีล้วนๆเลย .......  มันมาช็อคตรงที่รู้ว่าเริ่มจัดมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ................  พระเจ้าาาาาา ......  ได้ยินดังนั้นภาพในหัวผมตัดไปสมัยผมยังเด็กเลย ที่ผมเห็นผู้ใหญ่กินเหล้าแต่เด็ก ขายเหล้า ขายบุหรี่ช่วยแม่ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่เคยใช้ให้ซื้อเหล้าแต่เด็ก และผมก็เริ่มกินเหล้าเบียร์ตอน ม.1 และเลิกตอนช่วงราวๆ ม.ปลาย (หลังจากนั้นก็มีบ้างนานๆๆๆๆๆครั้ง) 
3) ชอบกินอาหารมัน เพราะขายเนื้อหมู  คือแบบว่าเป็นเขียงหมู บางครั้งฆ่าแล้วก็กินแกล้มเหล้า(ข้อ2) เฮฮากับเพื่อน
4) หัวรั้น ภรรยาบอกไม่ฟัง  .....  นี่คือผลหนึ่งของการไม่เชื่อฟังเจ้านาย55555
5) ***** เคยเสพยาบ้า ....  คนไข้ไม่ได้บอก แต่ญาติต่างหากพูดออกมาเลย แสดงว่าเราเข้าถึงเค้าได้ดี เค้าถึงกล้าพูดออกมา

มาถึงข้อ 5 ผมก็เลิกถามหาความเสี่ยงอื่นๆที่สัมพันธ์กับโรคทันที เพราะแค่นี้ก็น่าจะอธิบายอาการต่างๆของแกได้แล้วหล่ะ

จากประวัติชีวิตของคนไข้นั้นทำให้รู้เลยว่าแกใช้ชีวิตและร่างกายที่ผ่านมานั้นหนักจริงๆ ... ใช้แบบผิดทำร้ายตัวเองชัดๆ 

การสูบบุหรี่ ทำให้เส้นเลือดในร่างกายเกิดภาวะ Atherosclerosis มันจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงด้วยนี่สิ

การกินเหล้าจัดๆ ก็เหมือนเพิ่มพิษให้ร่างกาย และพิษต่อหัวใจ จะเกิดภาวะหัวใจโต บีบตัวแย่ คนไข้บางคนก็จะมีอาการพวกหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ ....  แต่แกก็ไม่มี ซึ่งก็สาธุด้วย

การรับประทานอาหารมันมากๆ ..... ใช่เลย ...  มันคือการเพิ่ม LDL ในร่างกาย บวกกับเจอบุหรี่เข้าไป มันก็สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบดีๆนี่เอง --- > ผมมักจะเจอในคนอายุน้อยๆ

การเสพยาบ้านี่ก็สัมพันธ์อย่างยิ่งกับหัวใจโต บีบตัวได้น้อย

ความเสี่ยงของแกช่างเยอะอะไรเช่นนี้ ดูแกทำกับตัวเองสิ ... 

ผลตรวจ Echo บ่งบอกให้เห็นถึง กล้ามเนื้อหัวใจที่โตและบีบตัวแย่ ( Global hypokinesia) 

และความสามารถในการทำกิจกรรมก็น้อยลงกว่าปกติ ...

จากประวัติที่ได้รับทราบ  ผมก็สะท้อนออกไปให้เขารู้ว่าสิ่งที่ผ่านมามันเกิดจากอะไร ซึ่งก็จากตัวเองทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดเชิงต่อว่านะครับ แต่พูดเพื่อให้ยอมรับสิ่งที่เกิด เพื่อให้พร้อมที่จะไปกับมันต่อ ..  และก็ได้พูดอธิบายให้ทราบว่าจริงๆเราสามารถใช้ชีวิตกับมันได้ขอแค่ "ปรับตัวเสียใหม่" ซึ่งคนไข้เองก็ยินยอมโดยดี เลิกบุหรี่ เหล้า ยา แล้วเรียบร้อย  

ดังคำสุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" ซึ่งก็เจอบ่อยตั้งแต่ทำงานมา

ดังนั้นหลักการให้การดูแลคือ
1) ให้กำลังใจ
2) อธิบายเคสคล้ายๆกันที่มีชีวิตตามปกติได้
3) การให้ความรู้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากหัวใจบีบตัวไม่ดี
4) ให้กำลังใจ
5) ให้กำลังใจ

เพราะกำลังใจคือยาเริ่มต้น ทำให้คนลุกขึ้นได้อีกครั้ง

สุดท้ายซักประวัติพบอีกว่า มีน้ำหนักตัวลดลง 7กก/ เดือน + เบื่ออาหาร  ตอนนี้รอตรวจอุลตราซาวน์ช่องท้อง .............. ผลจากการทำตัวเองอีกอันแล้วสินะ  เหล้าขาวแท้ๆ