แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ high alert drug แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ high alert drug แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ความรู้เกี่ยวกับ Amiodarone
Amiodarone
จาก เพจ 1412cardiology
เป็น antiarrhythmic drug ที่ถูกใช้เยอะที่สุดตัวนึงในประเทศ ที่เรามักจะได้ยินในเชิงขบขันบ่อยๆว่า "คิดอะไรไม่ออกบอก amiodarne" หรือ "ยาหัวใจสามัญประจำบ้าน" มีอยู่เกือบทุกรพ.ในประเทศไทย แต่น่าแปลกมากที่กลับมีคนรู้จักและเข้าใจยาตัวนี้จริงๆน้อยมากๆ ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคนกลับไม่สนใจที่จะรู้หรือเข้าใจมัน อย่างโพสท์นี้ที่ผมเขียนในเพจเชื่อว่ามีคนอ่านไม่เกินสิบคน กดไลค์ไม่น่าเกินยี่สิบ แชร์คงไม่มี เพราะแค่เห็นชื่อยากับความยาวของโพสท์ก็คงไม่อ่านแล้ว เพราะไม่รู้จะรู้ไปทำไม จะมาเสียเวลาอ่านทำไมกับยาบ้านๆแบบนี้ เอาเวลาไปเรียนรู้ของยากๆกว่านี้ดีกว่ามั๊ย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อาจจะไม่ถูกต้องนะครับ เพราะเราควรรู้และเข้าใจสิ่งที่เราใช้กับคนไข้อย่างถ่องแท้ก่อนเป็นลำดับแรก
Amiodarone เป็น benzofuran derivative ถือเป็น prototype ของ AAA class III ตาม Vaughan Williams classification เนื่องจาก amiodarone ออกฤทธิ์ prolong APD ใน myocardial tissue และทำให้ ERP ถูกยืดออกด้วยการ block outward current ใน phase 2,3 จากการจับและขัดขวางการทำงานของ potassium channel
Vaughan Williams (VW) จริงๆแล้วดีนะครับ ผมเองก็ชอบ ทำความเข้าใจได้ง่าย สอนลูกศิษย์ง่าย เหมาะสำหรับการเรียนการสอนเป็นหมู่คณะ มีการจัดกลไกออกฤทธิ์ของยาเป็นหมวดหมู่ชัดเจน class I เป็น membrane stabilizer กดการทำงานของ Na-channel, class II เป็น receptor-blockade ต้าน ß-receptor, class III เปลี่ยนแปลง electrophyisiologic properties ของ tissue ด้วยการยืด APD จากการกด outward current , class IV เป็น channel blocker เหมือนกับ class I เพียงแต่เปลี่ยนจาก Na เป็น Ca-channel อย่างไรก็ตาม VW มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ากลไกการทำงานทั้ง 4 class เป็น "block" ทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว "activation" ก็สามารถต้านหรือหยุด arrhythmia ได้เช่นเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกิดจากการ "block" เสมอไป ไม่เพียงเท่านั้น VW ยังหลุดกลไกอื่นของ AAA ได้แก่ gap junctional conductance, exchanger, pumps หรือ ยาที่ออกฤทธิ์ต้าน α-receptor หรือ A1, A2 receptor รวมถึงการจับกับ IK(Ado) โดยตรงของ Adenosine ที่สำคัญที่สุดๆๆๆๆๆ VW นั้นอ้างอิงจากการทำงานของ channel และ receptor ใน normal myocardial tissue ซึ่งการทำงานของ channel และ receptor เหล่านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปใน diseased myocardium
เนื่องจากช่วงเวลาที่นำเสนอ VW classification ความเข้าใจในเรื่องของ arrhythmogenesis ยังเป็นแบบดั้งเดิม เมื่อเวลาผ่านไปประกอบกับความรู้ร่วมสมัย ทำให้ class ของยาใน Vaughan Williams ไม่สามารถอธิบายกลไกการทำงานของยาเหล่านั้นได้ทั้งหมด amiodarone ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น จากการที่ amiodarone ถูกวางไว้ เป็น prototype ของ class III แต่จริงๆแล้ว amiodarone สามารถออกฤทธิ์ได้ทั้ง class I, class II, class III และ class IV แถม clinical use ของ amiodarone ในยุคแรกนั้น ถูกนำมาใช้เป็น antianginal drug จาก class II effect ไม่ใช่ class III ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มนำ amiodarone มาใช้รักษา ventricular arrhythmia ที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวอื่นและได้ผลการรักษาดีมาก จนกระทั่งถูกจัดให้เข้าเป็นหนึ่งใน AAA ของ VW ในปี 1981
Amiodarone ต้าน arrhythmia ผ่าน 5 กลไกได้แก่
1. Moderate potency α-adrenergic receptor blockade,
2. Moderate potency ß-adrenergic receptor blockade
3. High potency Potassium channel blocker (IK, Ito, IK(Ach))
4. Low-potency fast-recovery Sodium channel blocker (inactivated blocker, use dependence)
5. Low-potency L- and T-type Calcium channel blocker
ด้วยการblock ทั้ง α และ ß receptor ในหัวใจและหลอดเลือด (sympatholytic effect) ทำให้ยากด contractility, heart rate พร้อมๆกับ SVR ที่ลดลง ช่วยลด myocardial oxygen consumption และ augment CO จาก afterload reduction นอกจากนั้น single intravenous bolus dose ขนาดสูง 5-10 mg/kg ยังสามารถออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดหัวใจได้ราวๆ 70% ของที่ intracoronary NTG ทำได้ โดยไม่มีผลต่อ cardiac index และ LV filling pressure รวมถึง reflex tachycardia จากการ offset ฤทธิ์ของกันและกันระหว่าง α และ ß receptor antagonist ยา amiodarone จึงถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในฐานะที่เป็น antianginal drug และถูกใช้ในขนาดที่สูงมากกว่าที่เราใช้กันในปัจจุบัน
ด้วยกลไกดังกล่าว เป็นคำอธิบายว่าทำไมการให้ intravenous amiodarone คนไข้ถึงมี BP drop โดยเฉพาะในช่วงแรกๆที่ load กลไกหนึ่งในนั้นคือ α-adrenergic receptor block ที่หลอดเลือดส่วนปลาย อีกประการหนึ่งคือตัวทำละลายของยา amiodarone ต้องท้าวความให้ฟังก่อนว่า ปัญหาที่มีมาตั้งแต่ในยุคแรกๆของการใช้ amiodarone ก็คือ ยาละลายน้ำได้ไม่ดีนักและยังตกตะกอนได้ง่ายซึ่งทำให้ยาเสียสภาพ ตัวทำละลายที่ใช้ในปัจจุบันคือ benzyl alcohol และ polysorbate ใน 1 cc ของ amiodarone HCL จะมีตัวยาอยู่ 50 mg, benzyl alcohol 20.2 mg และ polysorbate 80 ในขนาด 100 mg ตัว polysorbate นั้นคือตัวทำละลายที่เยี่ยมยอดแต่ตัวมันเองมี vasodilatory effect ได้นิดหน่อย ประกอบกับ α-block ของตัวยาเองทำให้คนไข้ที่ได้รับ intravenous amiodarone สามารถมี hypotensive effect เกิดขึ้นได้ ถามว่าเกิดบ่อยมั๊ย ตัวเลขที่เรามีจาก registries data คือ 16% ถือว่ามากพอสมควร ดังนั้นในการให้ยาทางหลอดเลือด แนะนำใหอัตราเร็วในการบริหารยาไม่ควรเกิน 15 mg/min อย่างเช่น load 150 mg ก็ไม่ควรเร็วไปกว่า 10 นาที ยกเว้นการให้ rapid bolus ใน cardiac arrest ที่ให้เร็วที่สุดที่ทำได้
สำหรับส่วนผสมที่เป็น alcohol ร่วมกับตัวยา amiodarone เองจะระคายเส้นค่อนข้างมาก คนไข้จะแสบได้มากๆ ใครไม่เคยโดนจะไม่เข้าใจ การให้ยาดั้งเดิมเลยแนะนำให้ผ่าน central venous catheter เป็นเหตุผลที่เราต้อง dilute ในน้ำให้เจือจางพอสมควรสำหรับการให้ผ่าน peripheral ไม่ควรเกิน 2-2.5 mg/ml จากประสบการณ์ผมเองถ้าเกิน 2 คนไข้บางส่วนเริ่มแสบแล้ว ถ้าไม่ห่วงเรื่องน้ำเกินผมจะ dilute ต่ำกว่า 2 ตลอด ยกตัวอย่าง 150 ในน้ำ 100 ที่ใช้ load คือ 1.5, 900 ใน 500 ก็ต่ำกว่า 2 โอเค แต่ถ้า 300 ในน้ำ 100 ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งยกเว้นแต่จะผ่าน central line เรื่องการตกตะกอนและเสื่อมสภาพของยาเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้าม การเก็บยาต้องเก็บที่อุณหภูมิ 20 - 25 องศา ไม่ใช้อุณหภูมิห้องนะครับ ยังไม่ใช้ไม่ควรเอาออกมา ห้ามโดนแสง เวลาผสมใช้แนะนำให้ผสมใน 5%D/W บรรจุในขวดแก้วหรือขวด polyolefin ซึ่งเป็นแบบที่เราใช้เป็นมาตรฐานอยู่แล้วครับ
ในส่วนของ electrophysiolgic effect ของ amiodarone เอาโดยหลักการทั่วไปก่อน อย่างแรกตัวยาสามารถกด phase 0 ของ atrial และ ventricular tissue จาก Na-channel block (class I) เนื่องจากเป็น inactivated state blocker ยิ่ง rate เร็วจะออกฤทธิ์ได้มากขึ้นทั้ง tachycardia และ rapid atrial หรือ ventricular pacing การลด conduction velocity ของ myocardial tissue จาก amiodarone สามารถช่วย terminate วงจรแบบ reentry ได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด ขึ้นกับสภาวะการนำไฟฟ้า ณ ขณะนั้นของเนื้อเยื่อที่เป็นตำแหน่งทางเดินของวงจร และรูปแบบการเดินทางของวงจร (circus movement, reflection, direction-dependent หรือ anisotropic reentry) เชื่อว่าการ terminate reentry ของ amiodarone มาจากการ block outward current จาก potassium channel blocker (class III) มากกว่า กลไกนี้จะทำให้ refractory period ของ excitable gap ลดลงหรือแคบเข้าทำให้ conduction encroach เข้าไปใน refractory period ของ gap ความเสถียรของวงจรลดลง ถูก terminate ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญใน fibrillation ที่เกิดจาก multiple wavefront engagement การยืด ERP ของ tissue จะช่วย terminate fibrillation ได้ผลดีมากๆ มากกว่า electrical countershock ทำให้ amiodarone ครั้งหนึ่งถูกแนะนำให้ใช้ในการป้องกัน recurrent VF และยังคงอยู่ใน guideline ของ CPR pulseless VT/VF ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน
ด้วยกลไกดังกล่าวข้างต้นทำให้ amiodarone ถูกใช้ใน arrhythmia ครั้งแรกในการรักษา refractory VT ซึ่งได้ผลดี รวมทั้ง hemodynamic ขณะให้ก็ค่อนข้างดีด้วย จาก sympatholytic effect ผ่าน dual adrenergic receptor blockade อย่างที่กล่าวไปตอนแรก ทีนี้เรามาดู electrophysiologic effect ในแง่ของ conduction บ้าง ใน atrial และ ventricular tissue จะมี ERP ยาวขึ้น (class III) จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ amiodarone เป็นยาที่ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำของ AF ในการพิจารณารักษาแบบ rhythm control ใน SA node ยามีผลทำให้มี cycle length ที่ยาวขึ้นได้ เป็น negatve dromotropic effect จากการกด Calcium-channel ทั้ง L- และ T-type (L > T) ทั้งโดยตรงจากยาและผ่าน ß1-receptor (Gs, cAMP) ซึ่งการผ่าน ß1-receptor นอกจาก modulate L-type Calcium channel แล้วยังมีผลต่อ If ด้วย (class II, IV) นั่นทำให้คนไข้ที่กิน oral amiodarone อยู่ เราต้องระวังเพราะสามารถมี sinus bradycardia หรือ SA exit block ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น AV block เสมอไป ที่ AV node ก็เช่นกันครับ ด้วยกลไกที่ผ่าน Calcium และ Potassium channel (class III, IV) ทำให้ intranodal conduction ยืดและ ERP ของ node ถูกยืดออก amiodarone จึงสามารถช่วย slow rate ในคนไข้ AF ได้ แต่สำหรับ His-Purkinje อันนี้น่าสนใจ ผมรีวิวเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะมาก เอาเป็นสรุปว่าข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน น้ำหนักไปทางไม่เปลี่ยนแปลง conduction และ refractoriness ของ Purkinje fiber ค่า HV ไม่ควรเปลี่ยนจากยา จริงๆมีประเด็นรายละเอียดลึกกว่านี้มากรวมถึงกลไกต่อ AP ขออนุญาติไม่พูดถึง ใครอยากรู้ต้องมาเรียนกับผมเอง
การให้ IV กับ oral ให้ผลที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกันนะครับ กลไกการออกฤทธิ์ที่ว่ามาทั้งหมดเป็นของ oral amiodarone สำหรับ IV amiodarone จะ prolong intranodal conduction (AH) และ ERP ของ AVN เป็นหลักมีผลน้อยมากต่อ sinus cycle length และ ERP ของ atrial และ ventricular tissue ผมสรุปให้ดูง่ายๆด้านล่าง
IV: SCL ↔, AH ↑, HV ↔, AVN ERP ↑, RA ERP ↔, RV ERP ↔, QRS ↔, QTc ↔
Oral: SCL ↑, AH ↑, HV ↔, AVN ERP ↑, RA ERP ↑, RV ERP ↑, QRS ↔, QTc ↑
หลัง load IV amiodarone ระดับยาจะขึ้นถึง peak concentration ที่ 10 - 40 mg/L ที่ 10 - 20 นาทีหลังให้ ก่อนจะลดลงเหลือแค่ 10% หลังจากนั้นอีก 30 นาที เนื่องจาก rapid distribution เป็นเหตุผลที่เราต้อง drip maintenance ต่อ เพื่อรักษาระดับยาใน serum ระดับยาเท่าไหรถึงได้ antiarrhythmic effect และ acceptable toxicity ของ intravenous amiodarone จนถึงปัจจุบันยังไม่มี established data คือมีหน่ะมีแต่ไม่ valid เรามีข้อมูลที่เชื่อถือได้แค่ใน chronic oral amiodarone ซึ่ง required therapeutic level ใน steady state อยู่ที่ 1 - 2.5 mg/L
oral amiodarone มี poor bioavailability, large volume of distribution และ reduced clearance ทำให้ elimination T1/2 ยาวมาก amiodarone ขับทางไตน้อยมาก dialyze ไม่ได้ แต่ผ่านรกและน้ำนมได้ amiodarone จะถูก metabolize เป็น N-desethylamiodarone (DEA) ด้วย CYP3A4 และ CYP2C8 ค่า Elimination T1/2 แปรผันมากขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง โดยทั่วไปหลังหยุดยาที่ให้ต่อเนื่อง half ของ parental drug อยู่ที่ 53 วัน ขณะที่ metabolite หรือ DEA อยู่ที่ 61 วัน เนื่องจาก large และ rapid distribution อย่างที่กล่าวไป การกิน oral amiodarone จำเป็นต้อง load ในขนาดสูงและค่อย taper ลงมาที่ maintenance จากข้อมูลใน healthy volunteer (ข้อมูลใน diseased myocardium ถือว่า unestablished ผมขอไม่เขียนนะครับ) ใน oral loading 800 mg/d จะได้ระดับยาที่ราวๆ 1.7 mg/L ที่ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น maintenance ในขนาด 200 mg/d ให้ 1.4, 400 mg/d ให้ 2.3, 600 mg/d ให้ 2.9 ทั้งหมดนี้มีการทำงานของตับปกติ และ assumed normal clearance ตัวเลขจาก volunteer จะพอให้เราประมาณการณ์คร่าวๆได้บ้าง แต่รายละเอียดในคนไข้แต่ละคนในคนไข้แตกต่างกันไป pharmocokinetic และ pharmacodynamic ของ amiodarone ผมว่ายากที่จะ generalize การที่เราเริ่มให้ oral amiodarone ในขนาดพิมพ์นิยมเริ่มต้น 100 - 200 mg ต่อวัน กว่าจะได้ระดับยาจะอยู่ที่ราวๆเดือนนึงขึ้นไป
ข้อบ่งชี้ในการให้ยา amiodarone ในฉลากยา (ไม่ใช่ guideline recommendation นะครับ) หรือ label use ที่เราต้องรู้คือ
label use: life-threatening recurrent VF or hemodynamically-unstable VT refractory to other AAA or intolerance of others
off-label use (Guidelines): cardiac arrest with persistent VT or VF if defibrillation have failed, hemodynamically stable monomorphic VT, polymorphic VT without QTc prolongation, WCT of unknown origin, pharmacological conversion and long-term rhythm control of AF, acute and long-term rate control of AF, prevention of AF associated with cardiothoracic surgery, rate control of unknown SVT failed other drugs
ขนาดและวิธีให้
1. CPR, pulseless VT/VF: rapid bolus 300 mg IV, supplemental dose 150 mg IV bolus, ROSC ให้เพื่อป้องกัน recurrent VT/VF 1 mg/min x 6 h then 0.5 mg/min x 18 h
2. Stable VT: 150 mg ใน 5%D/W 100 ml IV drip ใน 10 นาที ต่อด้วย 1 mg/min x 6 h then 0.5 mg/min x 18 h
3. AF rate control:
300 mg ใน 5%D/W 250 ml drip ใน 30 นาที หรือ 150 mg ใน 5%D/W 100 ml IV drip ใน 10 นาที ต่อด้วย 1 mg/min x 6 h then 0.5 mg/min x 18 h ทั้งสองวิธีถ้าจะให้ long-term rate control ด้วย amiodarone ให้ maintain ด้วย oral amiodarone 200 mg/d
4. AF pharmacologic cardioversion: IV 5-7 mg/kg x 2 hours then 50 mg/h to achieve total of 1 g in 24 hours then switch to oral 600 mg/d in divided dose x 4 weeks then 400 mg/d x 4 weeks then 100 - 200 mg/d for long-term rhythm control
การเปลี่ยนจาก IV เป็น oral แนะนำให้ overlap 12 - 24 ชั่วโมง
การเปลี่ยนจาก oral เป็น IV ถ้าได้ chronic oral amiodarone มาก่อนเป็นเวลาสองสัปดาห์ขึ้นไปการให้ supplemental dose ของ IV amiodarone ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนระดับของ serum amiodarone
มีโอกาสแวะมาเยี่ยมอาจารย์ ได้คุยกันเลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่เมืองไทยไม่มากก็น้อย
วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ยา 5 อย่างใน ICU ที่เราต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี - จาก 1412
ขอขอบคุณเพจวิชาการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=522683051272128&id=371793389694429&substory_index=0
ยา 5 อย่างใน ICU ที่เราต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี
ดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรจากทหารที่ออกรบ ถือปืนไปหนึ่งกระบอกลั่นไกเป็นอย่างเดียว แต่ไม่ได้รู้จักมันจริงๆ ย่อมแตกต่างจากทหารที่ฝึกการใช้อาวุธเหล่านั้นมาอย่างชำนาญ หลับตาก็ประกอบปืนได้ รู้ ความแรง การกระจายของกระสุน การดีดของปืน ระยะยิงหวังผล หรือ แม้แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด เวลาที่ถูกปลดอาวุธ
❤ Adrenaline
หรือ Epinephrine จับกับทั้ง alpha และ beta receptor
เรามักจะใช้ drip ต่อหลังคนไข้ arrest และปั้มขึ้น
adrenaline 1 amp ปริมาตร 1 cc มี ยา 1 mg
ตอนคนไข้ arrest เราสั่งฉีด adrenaline 1 amp
ต้องเอา 1 amp ที่มี 1 ml นั้นมาผสม NSS 9ml ก่อนเพื่อเจือจาง
ก่อนจะฉีดเข้าเส้นเลือดเป็นปริมาตร 10 ml ก็จะได้ยา 1 mg
ถ้าฉีดโดยไม่เจือจางเลย นอกจากยาไม่เข้าอาจจะเสียเส้นไปเลย หากเกิด extravasation เพื่อป้องกัน tissue necrosis แนะนำให้ใช้ phentolamine 5 - 10 mg ผสมใน saline 10 - 15 cc
หรือ Epinephrine จับกับทั้ง alpha และ beta receptor
เรามักจะใช้ drip ต่อหลังคนไข้ arrest และปั้มขึ้น
adrenaline 1 amp ปริมาตร 1 cc มี ยา 1 mg
ตอนคนไข้ arrest เราสั่งฉีด adrenaline 1 amp
ต้องเอา 1 amp ที่มี 1 ml นั้นมาผสม NSS 9ml ก่อนเพื่อเจือจาง
ก่อนจะฉีดเข้าเส้นเลือดเป็นปริมาตร 10 ml ก็จะได้ยา 1 mg
ถ้าฉีดโดยไม่เจือจางเลย นอกจากยาไม่เข้าอาจจะเสียเส้นไปเลย หากเกิด extravasation เพื่อป้องกัน tissue necrosis แนะนำให้ใช้ phentolamine 5 - 10 mg ผสมใน saline 10 - 15 cc
ส่วนการ drip ในกรณีที่เป็น post resuscitation
ใช้ adrenaline แบบที่ใช้ push ตอน CPR นั่นหล่ะครับ
เอามา 10 amps หรือ 10mg ผสมน้ำหรือ saline ก็ได้ 100 ml
ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง เช่น bicarb
ใช้ adrenaline แบบที่ใช้ push ตอน CPR นั่นหล่ะครับ
เอามา 10 amps หรือ 10mg ผสมน้ำหรือ saline ก็ได้ 100 ml
ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง เช่น bicarb
ให้เริ่มที่ 0.1–0.5 mcg/kg/min หรือ 7–35 mcg/min ในผู้ใหญ่นน.ตัว 70 กก. วิธีคำนวณมือ คิดแบบ dopamine ด้านล่างเลยครับ เนื่องจาก epinephrine ออกฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะต่อหัวใจ โอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิด VT/VF ก็มี ดังนั้นเราไม่ควรให้ใน
scenario อื่นที่ไม่ใช่ post arrest หรือ anaphylactic shock
scenario อื่นที่ไม่ใช่ post arrest หรือ anaphylactic shock
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้ adrenaline เอาไว้สามข้อคือ
1. treat severe hypotension (SBP < 70 mmHg)
2. anaphylaxis associated with hemodynamic instability or respiratory distress
3. symptomatic bradycardia if atropine and transcutaneous pacing fail or if pacing is not available
1. treat severe hypotension (SBP < 70 mmHg)
2. anaphylaxis associated with hemodynamic instability or respiratory distress
3. symptomatic bradycardia if atropine and transcutaneous pacing fail or if pacing is not available
❤ Norepinephrine
หรือ Levophed ถือเป็น exogenous Norepinephrine นะครับ ออกฤทธิ์โดยจับกับ alpha 1 receptor เป็นหลัก เรียกว่า potent เลยหล่ะ แต่แทบไม่จับกับ beta receptor ทำให้
heart rate ไม่สูงมาก และ contractility ของหัวใจ ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก เหมาะกับการดึงความดันขึ้นใน distributive หรือ vasodilatory shock เช่น sepsis โดยเราไม่อยากไปยุ่งกับหัวใจมากนัก
หรือ Levophed ถือเป็น exogenous Norepinephrine นะครับ ออกฤทธิ์โดยจับกับ alpha 1 receptor เป็นหลัก เรียกว่า potent เลยหล่ะ แต่แทบไม่จับกับ beta receptor ทำให้
heart rate ไม่สูงมาก และ contractility ของหัวใจ ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก เหมาะกับการดึงความดันขึ้นใน distributive หรือ vasodilatory shock เช่น sepsis โดยเราไม่อยากไปยุ่งกับหัวใจมากนัก
การใช้ต้องระวังในผู้ป่วยที่มี ongoing myocardial ischemia เพราะด้วยกลไกของยา จะเพิ่ม myocardial oxygen comsumption และทุกครั้งก่อนเริ่ม Levophed ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้ volume เพียงพอ
การให้ทั้ง dopa และ levo ในขนาดสูงมากคู่กัน ถือว่าไม่มีความจำเป็น หากเราเข้าใจกลไกของมันจริงๆ
levophed จะมาในรูปของ vial โดย 1 vial มี 4 mg
เรามักจะใช้ 2 ขวดหรือ 8 mg ผสมน้ำ 250 ml
ห้ามผสมใน saline เด็ดขาด จำไว้เลยนะครับ
อัตราส่วนจะเป็น 1:31
หรือถ้าเราผสมน้ำ 100 ml
อัตราส่วนจะเป็น 1:12
ดังนั้นถ้าคุณหมอบอก 1:10 พยาบาลจะอึ้งๆไป
ก่อนจะถามคุณหมอว่า 12 ได้มั๊ยคะ
เพราะถ้าจะทำให้เป็น 1:10 ต้องทิ้งออกนิดหน่อยเพื่อให้พอดี
เรามักจะใช้ 2 ขวดหรือ 8 mg ผสมน้ำ 250 ml
ห้ามผสมใน saline เด็ดขาด จำไว้เลยนะครับ
อัตราส่วนจะเป็น 1:31
หรือถ้าเราผสมน้ำ 100 ml
อัตราส่วนจะเป็น 1:12
ดังนั้นถ้าคุณหมอบอก 1:10 พยาบาลจะอึ้งๆไป
ก่อนจะถามคุณหมอว่า 12 ได้มั๊ยคะ
เพราะถ้าจะทำให้เป็น 1:10 ต้องทิ้งออกนิดหน่อยเพื่อให้พอดี
เรามักจะเริ่มให้ในขนาด 0.1 - 0.5 mcg/kg/min
ส่วนใหญจะเริ่มที่ราวๆ
0.2 mcg/kg/min หรือ 10 mcg/min
ซึ่งถ้าเราผสม 1:31 แบบพิมพ์นิยม ก็จะเป็น 20 ml/h
ดังนั้นต่อไปถ้าคุณหมอบอกพยาบาลว่าเอา levophed 2 vial ผสมน้ำ 250 ml drip 15-20 ml/h นอกจากจะชัดเจนแล้ว ยังดูสมาร์ทอีกด้วย
ส่วนใหญจะเริ่มที่ราวๆ
0.2 mcg/kg/min หรือ 10 mcg/min
ซึ่งถ้าเราผสม 1:31 แบบพิมพ์นิยม ก็จะเป็น 20 ml/h
ดังนั้นต่อไปถ้าคุณหมอบอกพยาบาลว่าเอา levophed 2 vial ผสมน้ำ 250 ml drip 15-20 ml/h นอกจากจะชัดเจนแล้ว ยังดูสมาร์ทอีกด้วย
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้สำหรับ Norepinephrine หนึ่งข้อ
treat severe hypotension ( SBP <70 mm Hg) and a low total peripheral resistance
treat severe hypotension ( SBP <70 mm Hg) and a low total peripheral resistance
❤ Dopamine
เป็นสารเคมีธรรมชาติที่ เป็น immediate precursor ของ norepinephrine (NE) เราให้ด้วยการ drip ไม่ push นะครับ
dopamine จะมาในรูปของหลอดยา หรือ ampule
ใน 1 amp มี ยาอยู่ 250mg
เวลาผสมเราจะมีเลขอัตราส่วนเป็น 1:1 หรือ 2:1 มันคือ mg:mL 1:1 ก็คือ 250mg หรือ 1 amp ผสมน้ำ 250 mL ถ้า 2:1 ก็ 2 amp ต่อน้ำ 250 mL นั่นเอง
นอกจากน้ำเช่น D5W, D10W แล้ว ผสมใน NSS, D5NSS หรือ RLS ก็ได้ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง
หากใช้ dopamine ไปแล้วถุงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ให้หยุดยาทันที เพราะเป็นสัญญาณว่ายาไม่คงสภาพ
วิธีคำนวณ ถ้าคุณหมออยากได้ 10 mcg/kg/min
ก็คูณน้ำหนักคนไข้ เช่น 50 kg ก็เป็น 500 mcg/min
หรือ 60 x 500 = 30,000 mcg/h
สมมุติยาที่เราผสมเป็น 1:1 นั่นคือ 1 ml มี 1000 mcg
ก็คือ 30,000/1000 = 30 ml/h นั่นเอง ง่ายมั๊ยครับ
เป็นสารเคมีธรรมชาติที่ เป็น immediate precursor ของ norepinephrine (NE) เราให้ด้วยการ drip ไม่ push นะครับ
dopamine จะมาในรูปของหลอดยา หรือ ampule
ใน 1 amp มี ยาอยู่ 250mg
เวลาผสมเราจะมีเลขอัตราส่วนเป็น 1:1 หรือ 2:1 มันคือ mg:mL 1:1 ก็คือ 250mg หรือ 1 amp ผสมน้ำ 250 mL ถ้า 2:1 ก็ 2 amp ต่อน้ำ 250 mL นั่นเอง
นอกจากน้ำเช่น D5W, D10W แล้ว ผสมใน NSS, D5NSS หรือ RLS ก็ได้ขออย่างเดียวอย่าใช้สารละลายที่เป็นด่าง
หากใช้ dopamine ไปแล้วถุงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ให้หยุดยาทันที เพราะเป็นสัญญาณว่ายาไม่คงสภาพ
วิธีคำนวณ ถ้าคุณหมออยากได้ 10 mcg/kg/min
ก็คูณน้ำหนักคนไข้ เช่น 50 kg ก็เป็น 500 mcg/min
หรือ 60 x 500 = 30,000 mcg/h
สมมุติยาที่เราผสมเป็น 1:1 นั่นคือ 1 ml มี 1000 mcg
ก็คือ 30,000/1000 = 30 ml/h นั่นเอง ง่ายมั๊ยครับ
แนะนำให้เริ่มที่ 5 - 10 mcg/kg/min
dopamine เพิ่มความดันโดยออกฤทธิ์ที่ alpha 1 receptor เพิ่มการหลั่ง และลด reuptake ของ norephinephrine (NE) ใน sympathetic synapse เพิ่มการหดตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย พูดอีกอย่างก็คือเพิ่ม endogenous NE นั่นเอง แต่ต้องเป็น dopamine ในขนาดสูงมากๆเท่านั้น นะครับ คือ >10 mcg/kg/min
หากเป็น intermediate dose คือ 3 - 10 mcg/kg/min จะออกฤทธิ์ alpha
1 ไม่มาก แต่จะเป็นช่วงที่ออกฤทธิ์ต่อ beta 1 receptor แทน ทำให้
myocardial contractility และ heart rate เพิ่มขึ้น หาก volume คนไข้พอ
heart คนไข้ดี การให้ dose ช่วงนี้ก็สามารถเพิ่้มความดันได้เช่นกันแต่ไม่
มากเท่ากลไกที่ผ่าน alpha 1
1 ไม่มาก แต่จะเป็นช่วงที่ออกฤทธิ์ต่อ beta 1 receptor แทน ทำให้
myocardial contractility และ heart rate เพิ่มขึ้น หาก volume คนไข้พอ
heart คนไข้ดี การให้ dose ช่วงนี้ก็สามารถเพิ่้มความดันได้เช่นกันแต่ไม่
มากเท่ากลไกที่ผ่าน alpha 1
ขนาดที่ต่ำกว่า 3 mcg/kg/min จะออกฤทธิ์กับ Dopaminergic receptor ทั้ง D1 และ D2 ใน synapse เช่นกัน แต่ส่งผลให้เกิด vasodilation ใน เส้นเลือดไต ลำไล้ หัวใจ บางคนเรียกว่า renal dose แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียง กันอยู่นะครับ บางคนก็ไม่เชื่อว่าเพิ่ม urine output ได้จริง
ส่วนใหญ่ขนาดยาเราจะไม่ให้เกิน 20 - 30 mcg/kg/min เพราะถึงขึ้นไปที่ max 50 mccg/kg/min ผลที่ได้อาจไม่ต่างกันมากเนื่องจากกลไกของมัน เป็นการเพิ่ม endogeneous NE ใน sympathetic synapse ถ้าให้ถึง 30 แล้วยังไม่ดีัขึ้น ควรจะถอยออกมาประเมินใหม่อีกรอบ
dopamine เพิ่ม heart rate ผ่าน beta 1 ได้ดีกว่า dobutamine ซึ่งก็เป็น ข้อแตกต่างอันหนึ่งของทั้งสองตัว เราถึงไม่นิยมให้ drip dobutamine ใน symptomatic bradycardia แต่แนะนำให้ใช้ dopamine นั่นเอง
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำข้อบ่งใช้สำหรับ Dopamine ไว้ข้อเดียวนั่นก็คือ
treat hypotension (SBP < 90 mmHg, especially if it is associated with symptomatic bradycardia
treat hypotension (SBP < 90 mmHg, especially if it is associated with symptomatic bradycardia
❤ Dobutamine
เป็นสารสังเคราะห์ catecholamine
(+) isomer จับกับ beta 1 และ beta 2 receptor
ในอัตราส่วน 3:1 ไม่จับกับ dopaminergic receptor เลย
(-) isomer จับกับ alpha 1 receptor น้อยมาก ต้องให้ขนาดสูงมากๆจึงจะจับ ช่วยเพิ่มความดันได้ ผ่าน beta 1 agonist โดยการเพิ่ม contractility ของหัวใจ เพิ่ม cardiac outout แต่ทว่า beta 2 จะออกฤทธิ์ต้าน จาก vasodilatory effect ทำให้ความดันไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จนกว่าจะเพิ่มขนาดไปแตะ 15 - 20 mcg/kg/min alpha 1 จะชนะ beta 2 ทำให้เพิ่ม SVR ได้ในระดับนึง แต่ยังไงก็เพิ่มความดันได้ไม่มากเท่า dopamine dobutamine ช่วย augment cardiac output แต่ตัวมันไม่จัดว่าเป็น pressors
เป็นสารสังเคราะห์ catecholamine
(+) isomer จับกับ beta 1 และ beta 2 receptor
ในอัตราส่วน 3:1 ไม่จับกับ dopaminergic receptor เลย
(-) isomer จับกับ alpha 1 receptor น้อยมาก ต้องให้ขนาดสูงมากๆจึงจะจับ ช่วยเพิ่มความดันได้ ผ่าน beta 1 agonist โดยการเพิ่ม contractility ของหัวใจ เพิ่ม cardiac outout แต่ทว่า beta 2 จะออกฤทธิ์ต้าน จาก vasodilatory effect ทำให้ความดันไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จนกว่าจะเพิ่มขนาดไปแตะ 15 - 20 mcg/kg/min alpha 1 จะชนะ beta 2 ทำให้เพิ่ม SVR ได้ในระดับนึง แต่ยังไงก็เพิ่มความดันได้ไม่มากเท่า dopamine dobutamine ช่วย augment cardiac output แต่ตัวมันไม่จัดว่าเป็น pressors
แนะนำให้เริ่มที่ 5 - 10 mcg/kg/min
dobutamine จำหน่ายในรูปของ vial หรือขวด
1 vial มี 20ml บรรจุยา 250 mg เท่ากับ dopamine 1 amp
การผสมทำเหมือน dopa คำนวณแบบ dopa
แต่ข้อสังเกตคือ ผสมแล้ว dobu จะให้สีชมพูเรื่อๆได้ แต่ไม่เป็นอันตราย
1 vial มี 20ml บรรจุยา 250 mg เท่ากับ dopamine 1 amp
การผสมทำเหมือน dopa คำนวณแบบ dopa
แต่ข้อสังเกตคือ ผสมแล้ว dobu จะให้สีชมพูเรื่อๆได้ แต่ไม่เป็นอันตราย
► ใน 2015 CPR Guideline ไม่ได้เขียนข้อบ่งใช้เอาไว้ชัดเจน แต่โดยทั่วไป
เราพิจารณาให้ dobutamine ใน shock หรือ HF ที่มี poor LV systolic function และไม่มี acute myocardial ischemia หรือ infarction
เราพิจารณาให้ dobutamine ใน shock หรือ HF ที่มี poor LV systolic function และไม่มี acute myocardial ischemia หรือ infarction
*** พี่ไม่แนะนำให้ยาพร้อมกันสามตัว Dopa Dobu Levophed ในขนาดสูงสุดควรเลือกเอาออกซักหนึ่งตัว แก้สาเหตุ หรือพิจารณา mechanical support เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้วตามกลไกที่อธิบายเอาไว้ข้างต้น ยังอาจทำให้คนไข้เสียชีวิตเร็วขึ้นจาก VA ขีดเส้นใต้สามเส้น
❤ Milrinone
หรือ Primacor เป็น Phosphodiesterase (PDE) inhibitors ถือเป็น nonadrenergic agent ออกฤทธิ์คล้ายกับ dobutamine แต่มี chronotropic effect ที่ผ่าน beta-1 receptor น้อยกว่ามาก ทำให้ tachycardia หรือมี proarrhythmia น้อยกว่า กลไกหลักของยาจะเป็น positive inotropic เพิ่ม myocardial contractility ข้อเสียคือ vasodilatory effect ซึ่งทำให้เกิด hypotension และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่ shock หรือมีความดันต่ำ
แนะนำให้โหลด 50 mcg/kg ใน 10 นาที จากนั้น drip 0.375 mcg/kg/min
► ใน 2015 CPR Guideline แนะนำให้ใช้เพิ่ม cardiac output เป็นหลัก ใน acute decompensated heart failure ที่ไม่อยู่ในภาวะ shock
1412
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
